30.3.50
27.3.50
สีผสมอาหารกับพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็ก
เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนมีงานวิจัยค้นพบว่า วัตถุเจือปนอาหาร(food additive)บางชนิดทำให้เกิดอาการไฮเปอร์แอคทีฟในเด็ก (1) และเมื่อห้าปีที่แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ได้วิจัยพบว่า สีผสมอาหารและวัตถุกันเสียทำให้เด็กในวัยเตาะแตะ(1-3 ปี)มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป งานวิจัยของ UK's Asthma & Allergy Research Centre ได้ข้อสรุปว่า อาหารที่ปราศจากวัตถุเจือปนอาหารจะให้ประโยชน์แก่เด็กๆมากกว่า
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสีผสมอาหารและวัตถุกันเสียกับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก โดยได้วิจัยกลุ่มเด็กอายุ 3 ปี จำนวน 227 คน โดยสองสัปดาห์แรกให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ที่มีสีผสมอาหารสังเคราะห์ (E102, E110, E122, E124) 20 มิลลิกรัม และมีวัตถุกันเสีย(E211) 45 มิลลิกรัม และอีกสองสัปดาห์ให้ดื่มน้ำผลไม้ชนิดเดียวกันที่ไม่มีวัตถุเจือปนทั้งสองชนิด ผลจากการสังเกตุพฤติกรรมพบว่าในสองสัปดาห์แรกเด็กมีพฤติกรรม ชอบขัดจังหวะ, เล่นง่วนอยู่กับสิ่งของ, รบกวนผู้อื่น, หลับยาก, ก้าวร้าว วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ในงานวิจัยนี้คือ
สีผสมอาหารสังเคราะห์
---------------
(1) ไฮเปอร์แอคทีฟ (โรคสมาธิสั้น) คือ กลุ่มอาการที่เกิดในวัยเด็ก ก่อนอายุ 7 ปี แล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อพฤติกรรม, อารมณ์, การเรียนรู้ และ การเข้าสังคมกับผู้อื่น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ thaihealth
- เรียบเรียงจาก (1) (2) (3)
---------------
คำแนะนำ : ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือขนมสีเหลืองแดง รวมทั้งอาหารที่ใส่วัตถุกันเสียด้วย เพราะโซเดียมเบนโซเอตนี่บ้านเราใช้กันมาก ถ้ายังไงก็ควรรับประทานให้น้อยที่สุด แต่อุปสรรคที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์อาหารบ้านเราเขียนส่วนผสมไม่ครบหรือไม่ให้รายละเอียด เขียนไว้ว่าใส่วัตถุกันเสีย แต่ไม่ได้บอกว่าตัวไหน และถ้าจะซื้อสีผสมอาหารใช้ก็ให้เลือกแบบผงหรือแบบที่ละลายในน้ำ และใส่ในอาหารให้น้อยที่สุด (แต่ถ้าจะใช้สีธรรมชาติแทนก็ดีกว่าแน่นอน) ...
...มีอีกเรื่อง...ระหว่างที่ค้นเรื่องนี้ ได้็พบบทความเกี่ยวกับข้อเสียของวัตถุเจือปนอาหารหลายๆตัว ซึ่งมันจะออกฤทธิ์เมื่อเราได้รับมากๆ ก็อยากจะแนะนำเพิ่มเติมว่า อย่าทานอาหารชนิดใดซ้ำๆ เป็นเวลานาน จะได้ไม่เกิดการสะสมของวัตถุเจือปนอาหารจนเกิดอันตรายกับร่างกาย
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสีผสมอาหารและวัตถุกันเสียกับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก โดยได้วิจัยกลุ่มเด็กอายุ 3 ปี จำนวน 227 คน โดยสองสัปดาห์แรกให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ที่มีสีผสมอาหารสังเคราะห์ (E102, E110, E122, E124) 20 มิลลิกรัม และมีวัตถุกันเสีย(E211) 45 มิลลิกรัม และอีกสองสัปดาห์ให้ดื่มน้ำผลไม้ชนิดเดียวกันที่ไม่มีวัตถุเจือปนทั้งสองชนิด ผลจากการสังเกตุพฤติกรรมพบว่าในสองสัปดาห์แรกเด็กมีพฤติกรรม ชอบขัดจังหวะ, เล่นง่วนอยู่กับสิ่งของ, รบกวนผู้อื่น, หลับยาก, ก้าวร้าว วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ในงานวิจัยนี้คือ
สีผสมอาหารสังเคราะห์
- Tartrazine (E102, FDC Yellow # 5) - สีเหลือง - ใช้ในเครื่องดื่ม, ไอศครีม, คัสตาร์ด, เนยแข็ง น้ำสลัด, ผักกระป๋อง ฯลฯ เครื่องสำอางค์และยา นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือหอบหืดและอาจเป็นสารก่อมะเร็ง
- Sunset Yellow (E110, FDC Yellow # 6) สีเหลือง
- Carmoisine (E122, FDC red # 3) สีแดง
- Ponceau 4R (E124, FDC red # 7) สีแดง
- Sodium Benzoate (E211) - เค้ก, ธัญพืช, น้ำสลัด, มาการีน, ทอฟฟี่, มาการีน และในอาหารอีกหลายชนิด อาจเป็นสารก่อมะเร็ง
---------------
(1) ไฮเปอร์แอคทีฟ (โรคสมาธิสั้น) คือ กลุ่มอาการที่เกิดในวัยเด็ก ก่อนอายุ 7 ปี แล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อพฤติกรรม, อารมณ์, การเรียนรู้ และ การเข้าสังคมกับผู้อื่น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ thaihealth
- เรียบเรียงจาก (1) (2) (3)
---------------
คำแนะนำ : ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือขนมสีเหลืองแดง รวมทั้งอาหารที่ใส่วัตถุกันเสียด้วย เพราะโซเดียมเบนโซเอตนี่บ้านเราใช้กันมาก ถ้ายังไงก็ควรรับประทานให้น้อยที่สุด แต่อุปสรรคที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์อาหารบ้านเราเขียนส่วนผสมไม่ครบหรือไม่ให้รายละเอียด เขียนไว้ว่าใส่วัตถุกันเสีย แต่ไม่ได้บอกว่าตัวไหน และถ้าจะซื้อสีผสมอาหารใช้ก็ให้เลือกแบบผงหรือแบบที่ละลายในน้ำ และใส่ในอาหารให้น้อยที่สุด (แต่ถ้าจะใช้สีธรรมชาติแทนก็ดีกว่าแน่นอน) ...
...มีอีกเรื่อง...ระหว่างที่ค้นเรื่องนี้ ได้็พบบทความเกี่ยวกับข้อเสียของวัตถุเจือปนอาหารหลายๆตัว ซึ่งมันจะออกฤทธิ์เมื่อเราได้รับมากๆ ก็อยากจะแนะนำเพิ่มเติมว่า อย่าทานอาหารชนิดใดซ้ำๆ เป็นเวลานาน จะได้ไม่เกิดการสะสมของวัตถุเจือปนอาหารจนเกิดอันตรายกับร่างกาย
24.3.50
ซูริมิ --> ปูอัด ปลาเส้น ลูกชิ้นปลา ...
ซูริมิ (Surimi) เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อปลาบดที่ผ่านการล้างด้วยน้ำและน้ำเกลือ เพื่อขจัดไขมัน เลือด โปรตีนที่ละลายน้ำได้ เม็ดสี และเอนไซม์ เหลือแต่โปรตีนไมโครไฟบริล (Microfibrillar Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เนื้อปลามีคุณสมบัติในการเกิดเจล หลังจากนั้นนำมาบีบน้ำออกจนกระทั่งเนื้อปลามีความชื้นไม่เกินร้อยละ 80 เนื้อปลาที่ได้จะผ่านเครื่องกรองเพื่อกำจัดก้าง เกล็ด หนัง และเยื่อบุท้อง แล้วนำมาบดผสมกับสารป้องกันการสูญเสียสภาพธรรมชาติของโปรตีน(เช่น ฟอสเฟต ซอร์บิทอล) ทั้งนี้เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาโดยการแช่แข็งให้นานขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้คือ เนื้อปลาบดสีขาว มีกลิ่นและรสของเนื้อปลาเจือจางกว่าเนื้อปลาสด(มีกลิ่นคาวน้อยกว่า)
ปลาที่นำมาทำการผลิต คือ ปลาทรายแดง ปลาจวด ปลาปากคม ปลาอลาสก้า ปลาพอลลอค ปลาทรายแดง ปลาตาหวาน ปลาจวด แต่ปัจจุบันปลาเหล่านั้นมีปริมาณลดน้อยลง จึงมีการนำเอาปลาชนิดอื่นๆ มาผลิตเป็นซูริมิ ทำให้ซูริมิที่ผลิตได้มีคุณภาพแตกต่างกันตามชนิดของปลาที่นำมาเป็นวัตถุดิบ
ซูริมิใช้ทำอะไร ?
ซูริมิเป็นอาหารที่พัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาการผลิตซูริมิไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ได้ขยายการผลิตไปทั่วโลก ทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป ปัจจุบัน มีประเทศต่างๆ ทั่วโลก 15 ประเทศที่ผลิตซูริมิในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีหลากหลายอุตสาหกรรมที่ใช้ซูริมิเป็นวัตถุดิบ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องการลักษณะเนื้อที่เหนียว นุ่ม และยืดหยุ่น ได้แก่ ลูกชิ้น ไส้กรอก ทอดมัน ปลาเส้น เนื้อปูเทียม(ปูอัด) และอาหารประเภทเนื้อเทียมอื่นๆ(เช่น ปลาเทียม กุ้งเทียม หอยเทียม) ลูกชิ้นปลาคามาโบโกะ(Kamaboko)คือลูกชิ้นปลาที่มักจะหั่นเป็นแผ่นบางๆเพื่อแต่งหน้าบะหมี่ญี่ปุ่น และลูกชิ้นปลาชิกูวะ(Chikuwa)คือลูกชิ้นปลาลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก
(เรียบเรียงจาก 1, 2, 3, 4, 5)
ส่วนผสมใดทีควรตรวจสอบในซูริมิและผลิตภัณฑ์จากซูริมิ
1. ฟอสเฟต - เป็นสารป้องกันการสูญเสียสภาพของโปรตีนในปลา ช่วยให้เนื้อปลาอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
2. ซอบิทอล(sorbitol,E420) ทำหน้าที่เดียวกับฟอสเฟต (หะล้าล)
3. เอนไซม์ทรานส์กลูตามิเนส - ได้จากจุลินทรีย์(หะล้าล)
4. งานวิจัยเกี่ยวกับซูริมิมีมากมายส่วนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของซูุริมิให้ดีขึ้น โดยการเติมเอนไซม์หรือวัตถุเจือปนอื่นๆลงไป ซึ่งวัตถุเหล่านี้แหละที่ทำให้ซูริมิน่าสงสัยว่าจะไม่หะล้าลเช่น
- ใช้สารสกัดจากเลือดหมูหรือเลือดวัวเพื่อป้องกันการสลายตัวของโปรตีนที่ทำให้เกิดเจลในซูริมิ
- ใช้สารสกัดจากเมล็ดถั่วเพื่อลดการสลายตัวของโปรตีนจากการถูกความร้อน
5. การนำซูริมิไปทำผลิตภัณฑ์อื่นจะมีการเติมเครื่องปรุงรสและส่วนผสมอื่นๆลงไป ก็จำเป็นต้องตรวจสอบส่วนผสมเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
บริษัทที่ได้การรับรองมาตรฐานอาหารหะล้าลจากศูนย์วิทยาศาสตร์หะล้าลจุฬาฯ
- บริษัท เอ.พี. โฟรเซ่น ฟู้ดส์ จำกัด
- บริษัท ลักกี้ ยูเนี่ยนฟู้ดส์ จำกัด
ปลาที่นำมาทำการผลิต คือ ปลาทรายแดง ปลาจวด ปลาปากคม ปลาอลาสก้า ปลาพอลลอค ปลาทรายแดง ปลาตาหวาน ปลาจวด แต่ปัจจุบันปลาเหล่านั้นมีปริมาณลดน้อยลง จึงมีการนำเอาปลาชนิดอื่นๆ มาผลิตเป็นซูริมิ ทำให้ซูริมิที่ผลิตได้มีคุณภาพแตกต่างกันตามชนิดของปลาที่นำมาเป็นวัตถุดิบ
ซูริมิใช้ทำอะไร ?
ซูริมิเป็นอาหารที่พัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาการผลิตซูริมิไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ได้ขยายการผลิตไปทั่วโลก ทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป ปัจจุบัน มีประเทศต่างๆ ทั่วโลก 15 ประเทศที่ผลิตซูริมิในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีหลากหลายอุตสาหกรรมที่ใช้ซูริมิเป็นวัตถุดิบ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องการลักษณะเนื้อที่เหนียว นุ่ม และยืดหยุ่น ได้แก่ ลูกชิ้น ไส้กรอก ทอดมัน ปลาเส้น เนื้อปูเทียม(ปูอัด) และอาหารประเภทเนื้อเทียมอื่นๆ(เช่น ปลาเทียม กุ้งเทียม หอยเทียม) ลูกชิ้นปลาคามาโบโกะ(Kamaboko)คือลูกชิ้นปลาที่มักจะหั่นเป็นแผ่นบางๆเพื่อแต่งหน้าบะหมี่ญี่ปุ่น และลูกชิ้นปลาชิกูวะ(Chikuwa)คือลูกชิ้นปลาลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก
(เรียบเรียงจาก 1, 2, 3, 4, 5)
ส่วนผสมใดทีควรตรวจสอบในซูริมิและผลิตภัณฑ์จากซูริมิ
1. ฟอสเฟต - เป็นสารป้องกันการสูญเสียสภาพของโปรตีนในปลา ช่วยให้เนื้อปลาอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
- Sodium Phosphates E339 (หะล้าล)
- Potassium Phosphates E340 (หะล้าล)
- Calcium Phosphates E341 (หะล้าล)
- Sodium and Potassium Phosphates and Polyphosphates E450a,b,c (หะล้าล)
- Sodium Aluminium Phosphate E541 (หะล้าล)
- Edible Bone Phosphate (Bone-Meal) E542 (หะรอมถ้ามาจากระดูกหมูหรือสัตว์ที่หะรอม)
- Calcium Polyphosphates E544 หะล้าลถ้ามาจากแร่ธาตุ หะรอมถ้ามาจากหมูหรือสัตว์ที่หะรอม
- E545 - Ammonium Polyphosphates- หะล้าล
2. ซอบิทอล(sorbitol,E420) ทำหน้าที่เดียวกับฟอสเฟต (หะล้าล)
3. เอนไซม์ทรานส์กลูตามิเนส - ได้จากจุลินทรีย์(หะล้าล)
4. งานวิจัยเกี่ยวกับซูริมิมีมากมายส่วนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของซูุริมิให้ดีขึ้น โดยการเติมเอนไซม์หรือวัตถุเจือปนอื่นๆลงไป ซึ่งวัตถุเหล่านี้แหละที่ทำให้ซูริมิน่าสงสัยว่าจะไม่หะล้าลเช่น
- ใช้สารสกัดจากเลือดหมูหรือเลือดวัวเพื่อป้องกันการสลายตัวของโปรตีนที่ทำให้เกิดเจลในซูริมิ
- ใช้สารสกัดจากเมล็ดถั่วเพื่อลดการสลายตัวของโปรตีนจากการถูกความร้อน
5. การนำซูริมิไปทำผลิตภัณฑ์อื่นจะมีการเติมเครื่องปรุงรสและส่วนผสมอื่นๆลงไป ก็จำเป็นต้องตรวจสอบส่วนผสมเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
บริษัทที่ได้การรับรองมาตรฐานอาหารหะล้าลจากศูนย์วิทยาศาสตร์หะล้าลจุฬาฯ
- บริษัท เอ.พี. โฟรเซ่น ฟู้ดส์ จำกัด
- บริษัท ลักกี้ ยูเนี่ยนฟู้ดส์ จำกัด
22.3.50
พบเนื้อหมูในหอยจ๊อปู(ที่มีตราหะล้าล)
แจ้งเตือน!!! ด่วนมาก!!!
พบเนื้อหมูปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล
พบเนื้อหมูปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล
เนื่องด้วยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารจาก สถาบันมาตรฐานอาหารฮาลาล เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 เลขที่อ้างอิงตัวอย่าง คือ HSC 4/50 ในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ระบุชื่อตัวอย่าง คือ " หอยจ๊อปู ยี่ห้อ JP " ขนาดบรรจุ 1กิโลกรัม ทำการผลิตและจัดจำหน่ายโดย บริษัท JP SEAFOODS ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับตรารับรองฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย [กอท.ฮล.435470011244]
ในเบื้องต้นนั้น ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิเคราะห์สัดส่วนของกรดไขมันในอาหารด้วยเทคนิค Gas Chromatography (GC) พบว่าผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวมีกรดไขมันจากสัตว์เป็นองค์ประกอบหลัก และกรดไขมันดังกล่าวต้องสงสัยว่า เป็นกรดไขมันจากสุกร ทางห้องปฎิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ได้ทำการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยเทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ พบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวมีการปนเปื้อนของเนื้อสุกร จริง ดังนั้นจากผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ ทั้ง2 ครั้ง ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า " หอยจ๊อปู ยี่ห้อ JP มีการปนเปื้อนของเนื้อสุกรปนอยู่จริง "
ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26 มีนาคม พ.ศ.2550 : พบเนื้อหมูปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล
30 มีนาคม พ.ศ.2550 : ดร.วินัยลาออกจากกก.ฮาลาล หลังชาวบ้านพบหมูในสินค้าฮาลาล
3 เมษายน พ.ศ.2550 : เกาะขอบโลก :-> เมื่อ "ฮาลาลไทย" ไร้ความน่าเชื่อถือ
4 เมษายน พ.ศ.2550 : ยังพบห้อยจ๊อปูปนหมู ยังวางขายเคียงคู่หมูในตลาด
4 เมษายน พ.ศ.2550 : กรรมการกลางยันสั่งเก็บห้อยจ๊อปูปนหมูแล้ว แต่รอไปอีก 90 วัน
4 เมษายน พ.ศ.2550 : แกนนำมุสลิมยอมรับ"ฮาลาล"ไทยไร้มาตรฐาน
5 เมษายน พ.ศ.2550 : กอท.สั่งยึด"ฮาลาล"ฮ่อยจ๊อปูปนหมู รับการรับรอง"ฮาลาล"บกพร่อง
5 เมษายน พ.ศ.2550 : ทนายชื่อดัง แนะมุสลิมฟ้องผู้ผลิตฮ่อยจ๊อปนหมู
26 มีนาคม พ.ศ.2550 : พบเนื้อหมูปนเปื้อนในผลิตภัณฑ
30 มีนาคม พ.ศ.2550 : ดร.วินัยลาออกจากกก.ฮาลาล หลังชาวบ้านพบหมูในสินค้าฮาลาล
3 เมษายน พ.ศ.2550 : เกาะขอบโลก :-> เมื่อ "ฮาลาลไทย" ไร้ความน่าเชื่อถือ
4 เมษายน พ.ศ.2550 : ยังพบห้อยจ๊อปูปนหมู ยังวางขายเคียงคู่หมูในตลาด
4 เมษายน พ.ศ.2550 : กรรมการกลางยันสั่งเก็บห้อยจ๊อป
4 เมษายน พ.ศ.2550 : แกนนำมุสลิมยอมรับ"ฮาลาล"ไทยไร
5 เมษายน พ.ศ.2550 : กอท.สั่งยึด"ฮาลาล"ฮ่อยจ๊อป
5 เมษายน พ.ศ.2550 : ทนายชื่อดัง แนะมุสลิมฟ้องผู้ผลิตฮ่อยจ
20.3.50
ส่วนผสมที่หะรอมในอาหาร(ฟัตวา)
คำถาม
เป็นเวลานานแล้วที่ฉันและผู้คนในชุมชนเป็นกังวลเกี่ยวกับอาหารบางชนิด เช่น เจลาติน, โมโน/ไดกลีเซอไรด์, เปปซิน, และเรนเน็ต ส่วนผสมเหล่านี้มีอยู่ในอาหารที่เราบริโภคกันทุกวันโดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรที่เราบริโภคเข้าไปบ้างและด้วยเหตุผลอื่นๆอีก กรุณาให้รายละเอียดว่าปัญหานี้ควรจะจัดการอย่างไร ?
คำตอบ
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ
อัลลอฮฺทรงให้ความจำเริญแก่มนุษย์ทั้งมวลด้วยอาหารหลากหลายชนิดบนโลก และพระองค์ทรงอนุญาตให้มนุษย์บริโภคสิ่งที่อนุมัติ(หะล้าล)และสิ่งที่ดีๆ ซึ่งมีมากมาย ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้มีความหมายว่า "มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินและจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า" (อัลบะเกาะเราะฮฺ 168)
อาหารที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นมีเล็กน้อย ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้มีความหมายว่า "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกให้เป็นโองการแก่ฉันนั้นมีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออก หรือเนื้อสุกร แท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือเป็นสิ่งละเมิด ซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺที่มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับขันโดยมิใช่เป็นผู้แสวงหาและมิใช่ผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตา" (อัลอันอาม 6-145)
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารที่มีเขี้ยวเล็บ, นกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 6/60) และท่านได้ห้ามทานเนื้อลาบ้าน (บันทึกโดย al-Mukhari in al-Fath, no. 4215)
อาหารทั่วไปในปัจจุบันนี้บางชนิดหะรอมชัดเจน เช่น เนื้อจากสัตว์ที่ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และเนื้อสุกร อาหารบางชนิดประกอบด้วยส่วนผสมที่หะรอมหรือส่วนผสมที่ผลิตจากอาหารหะรอม ซึ่งเราต้องตรวจสอบว่ามันมาจากอะไรเพื่อที่จะตัดสินได้ว่ามันหะล้าลหรือหะรอม เจลาตินนั้นมีที่มาจากหนัง กระดูกหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่หะรอม เช่น สุกร เจลาตินที่ได้มาจากคอลลาเจนของสุกรนั้นหะรอม แม้ว่าสุกรจะเปลี่ยนสภาพเป็นเกลือแล้วก็ตาม ซึ่งในทัศนะที่ถูกต้องนั้นถือว่าหะรอม เพราะที่มาของมันคือสุกรซึ่งหะรอม
ไขมันที่เราใช้ในอาหารนั้นมีที่มาจากพืชหรือสัตว์ ถ้ามาจากพืชนั้นแน่นอนว่าหะล้าล ถ้าหากมันไม่ได้ผสมกับสิ่งที่ไม่สะอาด(นะญิส)หรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นใด แต่ถ้าเป็นไขมันจากสัตว์ ซึ่งอาจจะเป็นสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทานหรือสัตว์ที่ไม่อนุญาตก็ได้ ถ้าหากมันมาจากสัตว์ที่หะล้าล ก็อยู่ในหุกุ่ม(กฎเกณฑ์)เดียวกับเนื้อของสัตว์นั้น แต่ถ้ามันมาจากสัตว์ที่หะรอม (เช่น สุกร) เราก็ต้องพิจารณาว่ามันใช้ในอาหารหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น
* ถ้าหากใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สบู่ นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน แต่ทัศนะที่ถูกต้องคือหะรอม
* แต่ถ้าหากใช้ในอาหาร เช่น ไขมันหมูที่ใช้ในขนมหวานหรืออาหารอื่นนั้นหะรอม
สำหรับเนยแข็ง (cheese) ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้รับประทาน นักวิชาการมีมติเอกฉันท์ที่ไม่อนุญาตให้ทานเนยแข็งนั้น แต่ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทาน และใช้เอนไซม์เรนเน็ตที่ได้จากสัตว์ที่เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และไม่มีส่วนผสมที่เป็นนะญิส(ไม่สะอาด)ก็รับประทานได้ ,สำหรับเรนเน็ตได้มาจากสัตว์ตาย(ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้อง) นักวิชาบางท่านมีความเห็นว่ารับประทานได้ แต่ในทัศนะที่ถูกต้องคือมันหะรอมเช่นกัน, ส่วนเรนเน็ตจากสัตว์ที่เป็นนะญิส เช่น สุกร นั้นไม่ควรรับประทาน (ดู Ahkaam al-At’imah fi’l-Sharee’ah al-Islamiyyah by al-Tareeqi, p. 482)
มีหลายกรณีที่ไม่ชัดเจนสำหรับมุสลิม คือไม่รู้ที่มาของวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งทางที่ดีคือให้เกรงกลัวอัลลอฮฺและหลีกเลี่ยงสิ่งที่สงสัย ดังหะดีษที่รายงานโดย อัลนุอฺมาน อิบนิบะชีร (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) เขากล่าวว่า - ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"แท้จริง สิ่งอนุมัติ(หะล้าล)นั้นชัดแจ้ง และสิ่งต้องห้าม(หะรอม)ก็ชัดแจ้ง และในระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีเรื่อง(หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ(ไม่ชัดแจ้ง) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดรักษาตัวเขาจากสิ่ง(หรือเรื่อง)ที่คลุมเครือนั้น เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขาและเกียรติของเขา
ส่วนผู้ที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่องที่ต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์ในที่ดินที่ต้องห้าม (เช่นสวนของคนอื่น) ไม่ช้ามันก็จะเข้า(ไปกิน)ใน(สวน)นั้น จงจำไว้ว่า ผู้ปกครองทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม จงจำไว้เถิดว่า ที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นคือสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ
จงจำไว้ว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วยแต่เมื่อมันเสีย ร่างกายก็จะเสียไปด้วย จงจำไว้ว่ามันคือ หัวใจ " (หะดีษนี้บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
แปลจาก http://www.islam-qa.com/index.php?ref=210&ln=eng&txt=food
เป็นเวลานานแล้วที่ฉันและผู้คนในชุมชนเป็นกังวลเกี่ยวกับอาหารบางชนิด เช่น เจลาติน, โมโน/ไดกลีเซอไรด์, เปปซิน, และเรนเน็ต ส่วนผสมเหล่านี้มีอยู่ในอาหารที่เราบริโภคกันทุกวันโดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรที่เราบริโภคเข้าไปบ้างและด้วยเหตุผลอื่นๆอีก กรุณาให้รายละเอียดว่าปัญหานี้ควรจะจัดการอย่างไร ?
คำตอบ
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ
อัลลอฮฺทรงให้ความจำเริญแก่มนุษย์ทั้งมวลด้วยอาหารหลากหลายชนิดบนโลก และพระองค์ทรงอนุญาตให้มนุษย์บริโภคสิ่งที่อนุมัติ(หะล้าล)และสิ่งที่ดีๆ ซึ่งมีมากมาย ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้มีความหมายว่า "มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินและจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า" (อัลบะเกาะเราะฮฺ 168)
อาหารที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นมีเล็กน้อย ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้มีความหมายว่า "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกให้เป็นโองการแก่ฉันนั้นมีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออก หรือเนื้อสุกร แท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือเป็นสิ่งละเมิด ซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺที่มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับขันโดยมิใช่เป็นผู้แสวงหาและมิใช่ผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตา" (อัลอันอาม 6-145)
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารที่มีเขี้ยวเล็บ, นกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 6/60) และท่านได้ห้ามทานเนื้อลาบ้าน (บันทึกโดย al-Mukhari in al-Fath, no. 4215)
อาหารทั่วไปในปัจจุบันนี้บางชนิดหะรอมชัดเจน เช่น เนื้อจากสัตว์ที่ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และเนื้อสุกร อาหารบางชนิดประกอบด้วยส่วนผสมที่หะรอมหรือส่วนผสมที่ผลิตจากอาหารหะรอม ซึ่งเราต้องตรวจสอบว่ามันมาจากอะไรเพื่อที่จะตัดสินได้ว่ามันหะล้าลหรือหะรอม เจลาตินนั้นมีที่มาจากหนัง กระดูกหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่หะรอม เช่น สุกร เจลาตินที่ได้มาจากคอลลาเจนของสุกรนั้นหะรอม แม้ว่าสุกรจะเปลี่ยนสภาพเป็นเกลือแล้วก็ตาม ซึ่งในทัศนะที่ถูกต้องนั้นถือว่าหะรอม เพราะที่มาของมันคือสุกรซึ่งหะรอม
ไขมันที่เราใช้ในอาหารนั้นมีที่มาจากพืชหรือสัตว์ ถ้ามาจากพืชนั้นแน่นอนว่าหะล้าล ถ้าหากมันไม่ได้ผสมกับสิ่งที่ไม่สะอาด(นะญิส)หรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นใด แต่ถ้าเป็นไขมันจากสัตว์ ซึ่งอาจจะเป็นสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทานหรือสัตว์ที่ไม่อนุญาตก็ได้ ถ้าหากมันมาจากสัตว์ที่หะล้าล ก็อยู่ในหุกุ่ม(กฎเกณฑ์)เดียวกับเนื้อของสัตว์นั้น แต่ถ้ามันมาจากสัตว์ที่หะรอม (เช่น สุกร) เราก็ต้องพิจารณาว่ามันใช้ในอาหารหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น
* ถ้าหากใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สบู่ นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน แต่ทัศนะที่ถูกต้องคือหะรอม
* แต่ถ้าหากใช้ในอาหาร เช่น ไขมันหมูที่ใช้ในขนมหวานหรืออาหารอื่นนั้นหะรอม
สำหรับเนยแข็ง (cheese) ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้รับประทาน นักวิชาการมีมติเอกฉันท์ที่ไม่อนุญาตให้ทานเนยแข็งนั้น แต่ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทาน และใช้เอนไซม์เรนเน็ตที่ได้จากสัตว์ที่เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และไม่มีส่วนผสมที่เป็นนะญิส(ไม่สะอาด)ก็รับประทานได้ ,สำหรับเรนเน็ตได้มาจากสัตว์ตาย(ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้อง) นักวิชาบางท่านมีความเห็นว่ารับประทานได้ แต่ในทัศนะที่ถูกต้องคือมันหะรอมเช่นกัน, ส่วนเรนเน็ตจากสัตว์ที่เป็นนะญิส เช่น สุกร นั้นไม่ควรรับประทาน (ดู Ahkaam al-At’imah fi’l-Sharee’ah al-Islamiyyah by al-Tareeqi, p. 482)
มีหลายกรณีที่ไม่ชัดเจนสำหรับมุสลิม คือไม่รู้ที่มาของวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งทางที่ดีคือให้เกรงกลัวอัลลอฮฺและหลีกเลี่ยงสิ่งที่สงสัย ดังหะดีษที่รายงานโดย อัลนุอฺมาน อิบนิบะชีร (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) เขากล่าวว่า - ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"แท้จริง สิ่งอนุมัติ(หะล้าล)นั้นชัดแจ้ง และสิ่งต้องห้าม(หะรอม)ก็ชัดแจ้ง และในระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีเรื่อง(หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ(ไม่ชัดแจ้ง) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดรักษาตัวเขาจากสิ่ง(หรือเรื่อง)ที่คลุมเครือนั้น เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขาและเกียรติของเขา
ส่วนผู้ที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่องที่ต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์ในที่ดินที่ต้องห้าม (เช่นสวนของคนอื่น) ไม่ช้ามันก็จะเข้า(ไปกิน)ใน(สวน)นั้น จงจำไว้ว่า ผู้ปกครองทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม จงจำไว้เถิดว่า ที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นคือสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ
จงจำไว้ว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วยแต่เมื่อมันเสีย ร่างกายก็จะเสียไปด้วย จงจำไว้ว่ามันคือ หัวใจ " (หะดีษนี้บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
(จาก http://www.az-sunnah.com/modules.php?name=News&file=article&sid=7 )
จากหะดีษข้างต้นเราได้บทเรียนว่า อาหารโดยทั่วไปนั้นหะล้าล นอกจากสิ่งที่มีความชัดเจนว่ามันหะรอม เช่น สัตว์ตายเอง, เลือด, สัตว์ที่ถูกเชือดเพื่ออื่นจากอัลลอฮฺ, สัตว์ที่เชือดโดยไม่ได้กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ ฯลฯ จากคำถามถึงความกังวลต่ออาหารนั้น ถ้าหากมันชัดเจนว่ามีส่วนผสมจากสิ่งหะรอมในอาหารก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารนั้น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามันหะรอมหรือไม่ (โดยปราศจากการกังวลเกินไปหรือการกระซิบกระซาบจากชัยฏอน)มันก็เป็นการดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อน ด้วยความยำเกรงอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ยิ่ง
ชัยคมุฮัมมัดซอลิหฺ อัลมุนัจญิด
แปลจาก http://www.islam-qa.com/index.php?ref=210&ln=eng&txt=food
19.3.50
วัตถุเจือปนอาหารและ E-number
ความหมายของวัตถุเจือปนอาหาร
วัตถุเจือปนอาหาร หมายถึง “วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารหรือไม่ก็ตามแต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ในทางเทคโนโลยีในการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่งซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร และให้หมายความรวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร แต่ใช้รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย” (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 84 (พ.ศ. 2527) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 119 (พ.ศ. 2532))
ส่วน E-number คือรหัสของวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ซึ่งกำหนดโดยสหภาพยุโรป(EU) ใช้ในประเทศสมาชิกยุโรป รวมทั้ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้ตัว E ตามด้วยรหัสตัวเลขดังนี้
ี้
วัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ผลิตจากสัตว์, พืช, จุลินทรีย์, หรือสารเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่มุสลิมว่าสิ่งเหล่านี้จะรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีทัศนะที่แตกต่างกัน
สำหรับรายการวัตถุเจือปนรหัส E และสถานะของมัน (หะล้าล หะรอม มุชตะบิฮาต) นั้นมีเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ดังนี้
http://www.muslimconsumergroup.com
http://www.eathalal.org/e_numbers.htm
http://www.fianz.co.nz/ >>> halal manual >>> Food Additive IFANCA List
http://special.worldofislam.info/Food/numbers.html
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
วัตถุเจือปนอาหาร หมายถึง “วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารหรือไม่ก็ตามแต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ในทางเทคโนโลยีในการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่งซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร และให้หมายความรวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร แต่ใช้รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย” (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 84 (พ.ศ. 2527) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 119 (พ.ศ. 2532))
ส่วน E-number คือรหัสของวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ซึ่งกำหนดโดยสหภาพยุโรป(EU) ใช้ในประเทศสมาชิกยุโรป รวมทั้ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้ตัว E ตามด้วยรหัสตัวเลขดังนี้
ี้

วัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ผลิตจากสัตว์, พืช, จุลินทรีย์, หรือสารเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่มุสลิมว่าสิ่งเหล่านี้จะรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีทัศนะที่แตกต่างกัน
- กลุ่มหนึ่งเห็นว่าส่วนผสมเหล่านี้ได้เปลี่ยนสภาพไปแล้ว(อิสติฮาละฮฺ เทียบเคียงกับกรณีของน้ำผลไม้ที่หมักจนเกิดอัลกอฮอล์และกลายเป็นน้ำส้มสายชูซึ่งหะล้าล, และกรณีมูลสัตว์ที่เผาจนเป็นขี้เถ้าแล้วไม่ถือเป็นนะญิส) จึงอนุญาตให้รับประทานได้ (จาก เชคอะหมัด มุคตาร อัชชังกิฏียฺ , European Council for Fatwa and Research, ดร.ญะอฺฟัร อัลกอดิรียฺ และเชคอัลบานียฺเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย)
- และอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าต้องพิจารณาให้ละเอียดว่าวัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้มีที่มาจากอะไร หะล้าลหรือไม่ แม้ว่ามันจะเปลี่ยนสภาพไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากที่มาของมันหะรอม (เช่น เนื้อหรือไขมันสุกร, สัตว์ที่ไม่ได้เชือดตามหลักการอิสลาม ฯลฯ) วัตถุเจือปนอาหารเหล่านั้นก็หะรอมด้วย ซึ่งนักวิชาการอิสลามที่เห็นด้วยกับทัศนะนี้มีหลายท่าน เช่น เชคมุฮัมมัดซอลิหฺ อัลมุนัจญิด , เชคมุฮัมมัด อิกบาล อัลนัดวียฺ เป็นต้น ซึ่งจะนำรายละเอียดมากล่าวต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
สำหรับรายการวัตถุเจือปนรหัส E และสถานะของมัน (หะล้าล หะรอม มุชตะบิฮาต) นั้นมีเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ดังนี้
http://www.muslimconsumergroup.com
http://www.eathalal.org/e_numbers.htm
http://www.fianz.co.nz/ >>> halal manual >>> Food Additive IFANCA List
http://special.worldofislam.info/Food/numbers.html
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
18.3.50
การเลือกซื้ออาหารหะล้าล

ดัดแปลงจาก http://www.muis.gov.sg/cms/services/hal.aspx?id=57 (หะล้าลสิงคโปร์)
เพิ่มเติม "ส่วนประกอบไม่ครบ" เข้าไป เพราะผลิตภัณฑ์อาหารบ้านเราแจ้งส่วนผสมอาหารที่ฉลากไม่ครบทั้งหมด (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม กม. ไทยกำหนดไว้อย่างนั้น)
16.3.50
วนิลลา - อัลกอฮอล์
วนิลลาที่มักใช้ในไอศครีมและเบเกอรี่ทั้งหลายนั้นเป็นสารสกัดจากพืช(เมล็ดวนิลลา) แต่การสกัดออกมาต้องใช้อัลกอฮอล์ วนิลลาเหลวที่สกัดออกมาแล้วจะมีอัลกอฮอล์ 35% (เบียร์มี 4-6%, ไวน์ 14-21%) ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในเบเกอรี่อัลกอฮอล์จะระเหยไป แต่จากการศึกษาพบว่าอัลกอฮอล์ไม่ได้ระเหยออกไปทั้งหมดยังคงมีตกค้างอยู่ ควรมีการตรวจสอบปริมาณอัลกอฮอล์ที่เหลืออยู่ในอาหาร (ดูทัศนะของอิสลามต่ออัลกอฮอล์ในอาหารตอนท้ายของบทความนี้) แต่ก็มีวนิลลาอีกชนิดหนึ่งที่ปราศจากอัลกอฮอล์คือ วนิลลาผง ซึ่งผลิตโดยทำให้เมล็ดวนิลลาแตกแล้วละลายในอัลกอฮอล์ จากนั้นจึงทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งในขั้นตอนนี้อัลกอฮอล์จะระเหยออกไปหมด
ผลิตภัณฑ์วนิลลา
1. vanilla extract หมายถึง วนิลลาที่สกัดด้วยอัลกอฮอล์หรืออัลกอฮอล์ทีใส่วนิลลา -> มีอัลกอฮอล์
2. vanilla extract, natural flavor, artificial flavor -> อาจจะมีอัลกอฮอล์
3. วนิลลาผง (vanilla/vanillin powder) -> ไม่มีอัลกอฮอล์
4. pure vanilla bean (เป็นผง) เช่นยี่ห้อ McCormick (ของอเมริกา) -> ไม่มีอัลกอฮอล์
(ส่วนนี้เรียบเรียงจาก toronto, ifanca, canadianhalalfood)
ทัศนะของอิสลามต่ออัลกอฮอล์ในอาหารนั้น มี 2 ทัศนะ (เท่าที่ทราบและสามารถค้นได้)
1. นักวิชาการศาสนาบางท่านเห็นว่าอาหารที่ประกอบด้วยกลิ่นผสมอัลกอฮอล์หรือมีอัลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายนั้นไม่หะล้าล เช่น ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีหฺ, MCG Ulama, เชคอะหมัด Kutty (a senior lecturer and Islamic scholar at the Islamic Institute of Toronto,Ontario, Canada) มีความเห็นว่า การจะใช้วนิลลาให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปราศจากอัลกอฮอล์โดยดูที่ฉลาก ถ้าระบุว่ามีอัลกอฮอล์ก็หะรอม แต่ถ้าไม่ได้ระบุก็ให้สอบถามกับผู้ผลิต
2. มีความเห็นว่าหะล้าลถ้าใช้เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้มึนเมา เช่น EU council of fatwa and research, Fiqh Council of North America, IFANCA ซึ่งมีรายละเอียดลงไปว่า ถ้ามีอััลกอฮอล์น้อยกว่า 0.1% ในผลิตภัณฑ์อาหาร หรือ อัลกอฮอล์น้อยกว่า 0.5% ในส่วนผสม (เช่น ในวนิลลาสกัด) เป็นระดับที่ต่ำมากไม่มี รส กลิ่น หรือลักษณะของอัลกอฮอล์ ถือว่าหะล้าล, และ เชคมุฮัมมัด อัลมุคตาร อัชชังกีฏียฺ (director of the Islamic Center of South Plains, Lubbock, Texas) เห็นว่า อัลกอฮอล์ในอาหารไม่ถึง 0.5% นั้นไม่ทำให้มึนเมา ถือว่าหะล้าล(อนุญาตให้ใช้ได้)
ทัศนะใดมีน้ำหนักมากกว่า ? แนะนำให้ถามผู้รู้ที่ท่านนับถือและสามารถวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ได้ แต่ถ้าไม่รู้อย่าชี้ เดี๋ยวจะยุ่งกันไปใหญ่ วัลลอฮุอะอฺลัม
ผลิตภัณฑ์วนิลลา
1. vanilla extract หมายถึง วนิลลาที่สกัดด้วยอัลกอฮอล์หรืออัลกอฮอล์ทีใส่วนิลลา -> มีอัลกอฮอล์
2. vanilla extract, natural flavor, artificial flavor -> อาจจะมีอัลกอฮอล์
3. วนิลลาผง (vanilla/vanillin powder) -> ไม่มีอัลกอฮอล์
4. pure vanilla bean (เป็นผง) เช่นยี่ห้อ McCormick (ของอเมริกา) -> ไม่มีอัลกอฮอล์
(ส่วนนี้เรียบเรียงจาก toronto, ifanca, canadianhalalfood)
ทัศนะของอิสลามต่ออัลกอฮอล์ในอาหารนั้น มี 2 ทัศนะ (เท่าที่ทราบและสามารถค้นได้)
1. นักวิชาการศาสนาบางท่านเห็นว่าอาหารที่ประกอบด้วยกลิ่นผสมอัลกอฮอล์หรือมีอัลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายนั้นไม่หะล้าล เช่น ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีหฺ, MCG Ulama, เชคอะหมัด Kutty (a senior lecturer and Islamic scholar at the Islamic Institute of Toronto,Ontario, Canada) มีความเห็นว่า การจะใช้วนิลลาให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปราศจากอัลกอฮอล์โดยดูที่ฉลาก ถ้าระบุว่ามีอัลกอฮอล์ก็หะรอม แต่ถ้าไม่ได้ระบุก็ให้สอบถามกับผู้ผลิต
2. มีความเห็นว่าหะล้าลถ้าใช้เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้มึนเมา เช่น EU council of fatwa and research, Fiqh Council of North America, IFANCA ซึ่งมีรายละเอียดลงไปว่า ถ้ามีอััลกอฮอล์น้อยกว่า 0.1% ในผลิตภัณฑ์อาหาร หรือ อัลกอฮอล์น้อยกว่า 0.5% ในส่วนผสม (เช่น ในวนิลลาสกัด) เป็นระดับที่ต่ำมากไม่มี รส กลิ่น หรือลักษณะของอัลกอฮอล์ ถือว่าหะล้าล, และ เชคมุฮัมมัด อัลมุคตาร อัชชังกีฏียฺ (director of the Islamic Center of South Plains, Lubbock, Texas) เห็นว่า อัลกอฮอล์ในอาหารไม่ถึง 0.5% นั้นไม่ทำให้มึนเมา ถือว่าหะล้าล(อนุญาตให้ใช้ได้)
ทัศนะใดมีน้ำหนักมากกว่า ? แนะนำให้ถามผู้รู้ที่ท่านนับถือและสามารถวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ได้ แต่ถ้าไม่รู้อย่าชี้ เดี๋ยวจะยุ่งกันไปใหญ่ วัลลอฮุอะอฺลัม
15.3.50
หะล้าล - หะรอม - มุชตะบิฮาต ??
หะล้าล (حلال) หมายถึง อนุญาต,อนุมัติ ในอัลกุรอานมักจะอยู่คู่กับคำว่า ฏ็อยยิบ (طيب) คือ ดี
ดังนั้นอาหารสำหรับมุสลิมก็คื อาหารที่อนุมัตและดี(ไม่มีโทษ)
ส่วน ตราหะล้าล ที่เราเห็นในผลิตภัณฑ์ทั่วไปนั้นมักจะเน้นไปที่ "อนุญาต" อย่างที่เราเห็นขนมหวานหลายชนิดมีตราหะล้าล ทั้งๆที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายสักเท่าไหร่ กินมากๆไปก็เกิดโทษอีก จึงตกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องตรวจสอบอาหารที่จะให้เด็กๆบริโภค ให้มีทั้ง "หะล้าล" และ "ฏ็อยยิบ" จะยกให้เป็นหน้าที่ขององค์กรออกตราหะล้าลก็คงจะรบกวนเกินไป (ไม่ได้ประชดนะ)
อาหารทั่วไปในตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตที่หะล้าลโดยไม่ต้องมี "ตรา" รับรอง ได้แก่ เกลือ น้ำเปล่า ข้าว น้ำผึ้ง นมสด น้ำผึ้ง ข้าวสาร น้ำตาล ถั่ว ธัญพืช ฯลฯ อาหารเหล่านี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปรับประทานได้แน่นอน (แต่ก่อนซื้อก็ดูซักหน่อยว่าเป็น สินค้าบอยคอต หรือเปล่า)
อาหารที่มุสลิมทำเองก็แน่นอนว่ารับประทานได้ อย่าไปสร้างความสงสัย เช่น ร้านอาหารมุสลิมขายอยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวหมู เราก็คิดไปเรื่อยว่าน้ำก๋วยเตี๋ยว
หมูมันจะกระเด็นลงในอาหารร้านมุสลิมไหม? หรือการใช้ภาชนะร่วมกันในศูนย์อาหาร ก็ไปสงสัยว่าเขาจะล้างสะอาดหรือไม่? ตัดสินเท่าที่เราทราบก็พออย่าไปนึกเอาเอง เพราะอิสลามนั้นง่าย อย่าทำให้มันยากเกินไป
ส่วนอาหาร หะรอม (حرام) ก็ตรงข้ามกับหะล้าล"คือ เป็นอาหารที่ไม่อนุมัติให้รับประทานตามหลักการอิสลามได้แก่
- หมูและผลิตภัณฑ์จากหมู
- สัตว์ที่ไม่ได้ฆ่าตามหลักการอิสลาม(ذبيحة)
- สัตว์ที่ตายเอง(ยกเว้นสัตว์ทะเล) สัตว์ที่ถูกรัดคอ ถูกตีตาย ตกจากที่สูงตาย ถูกชนตาย สัตว์ร้ายได้กินมัน
- อัลกอฮอล์และสารพิษ
- สัตว์กินเนื้อ สัตว์มีเขี้ยว
- เลือดและผลิตภัณฑ์จากเลือด
- สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ เขียด ฯลฯ)
- ลาบ้าน ล่อ แมว
การผลิตอาหารในปัจจุบันจะมีการเติมสารปรุงแต่งอาหาร ซึ่ึ่งหลายชนิดผลิตจากสิ่งที่ไม่เป็นที่อนุมัติ(หะรอม) สารปรุงแต่งเหล่านี้แหละที่ทำให้อาหารที่น่าจะหะล้าลกลายเป็นอาหารที่น่าสงสัย(มุชตะบิฮาต/มัชบูหฺ/ชุบฮัต) เช่น เจลาติน, อีมัลซิไฟเออร์, เอนไซม์, กลีเซอรอล, ฯลฯ จึึงต้องมีการตรวจสอบเพื่อออกตราหะล้าลสำหรับอาหารที่ขายทั่วไปในตลาด โดยเฉพาะในบ้านเราซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับให้เขียนส่วนประกอบทั้งหมดของอาหารลงไป อะไรที่ใส่น้อยๆก็ไม่ต้องเขียน ซึ่งเราจะเห็นฉลากเขียนว่า "ส่วนประกอบโดยประมาณ" พอรวมกันแล้วไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นอะไร ผู้บริโภคทั่วไปไม่ทราบหรอก แต่เมื่อมีองค์กรตรวจสอบอาหารเพื่อออกตราหะล้าล ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องแจ้งส่วนผสมทั้งหมดให้ทราบและพาไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงานด้วย เรียกว่าต้องตรวจสอบกันทุกขั้นตอนเพื่อความมั่นใจก่อนรับรองหะล้าล เพราะการจะบอกว่าอะไรหะล้าลอะไรหะรอมมีบทบัญญัติที่ชัดเจน เป็นอะมานะฮฺที่ยิ่งใหญ่ของคนที่ทำหน้าที่นี้ อย่าลืม !!!
ที่มา :
1. ifanca
2. halalgelatine
3. หะดีษซอเฮี๊ยะฮ์ เล่ม 3
4. ทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน
ผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องก็มะอัฟด้วย ติชมได้ไม่ว่ากัน เพราะ ศาสนาคือการตักเตือน
ดังนั้นอาหารสำหรับมุสลิมก็คื อาหารที่อนุมัตและดี(ไม่มีโทษ)
ส่วน ตราหะล้าล ที่เราเห็นในผลิตภัณฑ์ทั่วไปนั้นมักจะเน้นไปที่ "อนุญาต" อย่างที่เราเห็นขนมหวานหลายชนิดมีตราหะล้าล ทั้งๆที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายสักเท่าไหร่ กินมากๆไปก็เกิดโทษอีก จึงตกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องตรวจสอบอาหารที่จะให้เด็กๆบริโภค ให้มีทั้ง "หะล้าล" และ "ฏ็อยยิบ" จะยกให้เป็นหน้าที่ขององค์กรออกตราหะล้าลก็คงจะรบกวนเกินไป (ไม่ได้ประชดนะ)
อาหารทั่วไปในตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตที่หะล้าลโดยไม่ต้องมี "ตรา" รับรอง ได้แก่ เกลือ น้ำเปล่า ข้าว น้ำผึ้ง นมสด น้ำผึ้ง ข้าวสาร น้ำตาล ถั่ว ธัญพืช ฯลฯ อาหารเหล่านี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปรับประทานได้แน่นอน (แต่ก่อนซื้อก็ดูซักหน่อยว่าเป็น สินค้าบอยคอต หรือเปล่า)
อาหารที่มุสลิมทำเองก็แน่นอนว่ารับประทานได้ อย่าไปสร้างความสงสัย เช่น ร้านอาหารมุสลิมขายอยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวหมู เราก็คิดไปเรื่อยว่าน้ำก๋วยเตี๋ยว
หมูมันจะกระเด็นลงในอาหารร้านมุสลิมไหม? หรือการใช้ภาชนะร่วมกันในศูนย์อาหาร ก็ไปสงสัยว่าเขาจะล้างสะอาดหรือไม่? ตัดสินเท่าที่เราทราบก็พออย่าไปนึกเอาเอง เพราะอิสลามนั้นง่าย อย่าทำให้มันยากเกินไป
ส่วนอาหาร หะรอม (حرام) ก็ตรงข้ามกับหะล้าล"คือ เป็นอาหารที่ไม่อนุมัติให้รับประทานตามหลักการอิสลามได้แก่
- หมูและผลิตภัณฑ์จากหมู
- สัตว์ที่ไม่ได้ฆ่าตามหลักการอิสลาม(ذبيحة)
- สัตว์ที่ตายเอง(ยกเว้นสัตว์ทะเล) สัตว์ที่ถูกรัดคอ ถูกตีตาย ตกจากที่สูงตาย ถูกชนตาย สัตว์ร้ายได้กินมัน
- อัลกอฮอล์และสารพิษ
- สัตว์กินเนื้อ สัตว์มีเขี้ยว
- เลือดและผลิตภัณฑ์จากเลือด
- สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ เขียด ฯลฯ)
- ลาบ้าน ล่อ แมว
การผลิตอาหารในปัจจุบันจะมีการเติมสารปรุงแต่งอาหาร ซึ่ึ่งหลายชนิดผลิตจากสิ่งที่ไม่เป็นที่อนุมัติ(หะรอม) สารปรุงแต่งเหล่านี้แหละที่ทำให้อาหารที่น่าจะหะล้าลกลายเป็นอาหารที่น่าสงสัย(มุชตะบิฮาต/มัชบูหฺ/ชุบฮัต) เช่น เจลาติน, อีมัลซิไฟเออร์, เอนไซม์, กลีเซอรอล, ฯลฯ จึึงต้องมีการตรวจสอบเพื่อออกตราหะล้าลสำหรับอาหารที่ขายทั่วไปในตลาด โดยเฉพาะในบ้านเราซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับให้เขียนส่วนประกอบทั้งหมดของอาหารลงไป อะไรที่ใส่น้อยๆก็ไม่ต้องเขียน ซึ่งเราจะเห็นฉลากเขียนว่า "ส่วนประกอบโดยประมาณ" พอรวมกันแล้วไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นอะไร ผู้บริโภคทั่วไปไม่ทราบหรอก แต่เมื่อมีองค์กรตรวจสอบอาหารเพื่อออกตราหะล้าล ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องแจ้งส่วนผสมทั้งหมดให้ทราบและพาไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงานด้วย เรียกว่าต้องตรวจสอบกันทุกขั้นตอนเพื่อความมั่นใจก่อนรับรองหะล้าล เพราะการจะบอกว่าอะไรหะล้าลอะไรหะรอมมีบทบัญญัติที่ชัดเจน เป็นอะมานะฮฺที่ยิ่งใหญ่ของคนที่ทำหน้าที่นี้ อย่าลืม !!!
ที่มา :
1. ifanca
2. halalgelatine
3. หะดีษซอเฮี๊ยะฮ์ เล่ม 3
4. ทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน
ผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องก็มะอัฟด้วย ติชมได้ไม่ว่ากัน เพราะ ศาสนาคือการตักเตือน
14.3.50
เจลาตินคืออะไร ? ใช้ทำอะไร ?
เจลาติน (E441) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลอ่อน สามารถสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์ (เช่น วัว ควาย หมู) เมื่อนำผงเจลาตินมาอุ่นด้วยน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 32 C มันจะหลอมกลายเป็นของเหลวหนืด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ของเหลวจะเซ็ตตัวกลายเป็นเจล(ลักษณะคล้ายเยลลี่)
เจลาตินอีกชนิดหนึ่งที่น่าใจสำหรับมุสลิมคือ เจลาตินปลา ซึ่งเริ่มใช้ในทางการค้าเมื่อปี 1993 มีราคาแพงกว่าเจลาตินจากหมูและวัว ให้กลิ่นที่ไม่ดี แต่ก็ยังมีใช้ในผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำผลไม้ของพีแอนด์จีตัวหนึ่งใช้เจลาตินจากปลา,ใช้ในเนยแข็งไขมันต่ำ แน่นอนว่าเจลาตินจากปลาเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่หะล้าล แต่ด้วยข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้นจึงยังไม่นิยมใช้ในทางการค้า
>>> เจลาตินใช้ทำอะไรได้บ้าง ?
มีการนำเจลาตินมาใช้ในการเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น เครื่องสำอาง ยา อาหาร และฟิลม์ถ่ายรูป ทางเภสัชกรรมจะใช้เจลาตินในการเคลือบเม็ดยา, ผลิตเป็นแคปซูลทั้งชนิดแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่มเพื่อใช้บรรจุยา, ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดในตำรับยาต่าง ๆ ,ใช้เป็นส่วนผสมของยาชนิดครีม ทางเกษตรใช้เป็นตัวกลางสำหรับแร่ธาตุที่จำเป็นในการปลูกพืช เป็นต้น ส่วนในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นนำไปใช้ได้มากมาย ได้แก่
ผลิตภัณฑ์นม - ใช้ในกระบวนการ HTST หรือ UHT นม, นมเปรี้ยว(ใช้ 0.2-0.8%), เนยนิ่ม (soft cheese) เช่น ซาวร์ครีม, ครีสชีส, คอตเตจชีส, ชีสสเปรด(เนยทาขนมปัง)), เค้กแช่แข็ง, พุดดิ้ง, เต้าหู้นมสด, คัสตาร์ด, มูส, ไอศครีม, เนยไขมันต่ำ, มาการีน (ใช้เจลาติน 0.5-3.5%)
ขนมหวาน - เยลลี่, เม็ดเยลลี่,มาชแมลโล, อาหารเคลือบน้ำตาล, เคลือบผิวขนม, เค้กแช่แข็ง, เคลือบทอฟฟี่(ช็อกโกแลตหรือหมากฝรั่ง), กัมมีแบร์, หมากฝรั่ง, นูกัต, ลิโคริส, ขนมเคี้ยวหนึบ,แยม , ชีสเค้ก, ซีเรียลบาร์(ธัญพืชที่ทำเป็นแท่งๆ ดูรูป)
ผลิตภัณฑ์เนื้อ - เนื้อบรรจุกระป๋อง, ไส้กรอก, เคลือบผิวแฮม, อาหารทะเลกระป๋อง
อาหารอื่นๆ - ซุป, ซอส, มายองเนสไขมันต่ำ, น้ำสลัด, น้ำผลไม้
ปริมาณเจลาตินที่ใช้ในอาหารบางชนิดน้อยมาก ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีความเห็นเป็น 2 ทัศนะ คือมีทั้งที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใช้ ทัศนะใดที่มีน้ำหนัก คงต้องอาศัยผู้รู้ค้นคว้าและวิเคราะห์ แต่ยังไงถ้าเห็นว่าเป็นอาหารที่อาจมีส่วนผสมของเจลาตินก็ต้องตรวจดูตราหะล้าลและอ่านส่วนผสมให้ละเอียดก่อนจะซื้อ เพื่อความมั่นใจในระดับหนึ่ง
เจลาตินใช้ในอาหารได้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าอาหารเหล่านี้เราจะทานไม่ได้เลย เพราะยังมีสารตัวอื่นที่ทำจากพืชนำมาใช้แทนเจลาตินได้ เช่น คาราจีแนน(จากสาหร่าย), เพคติน(พืช), แป้งดัดแปร ฯลฯ ซึ่งจะค้นมาให้อ่านต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
>>> หะล้าลเจลาติน ?
เท่าที่ค้นได้ก็มี halagel ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงานมุุสลิม ผลิตเจลาตินจากกระดูกวัวและแพะที่เชือดถูกต้องตามหลักการอิสลาม (เค้าว่าอย่างงั้นนะ) เจลาตินของเขาได้รับรองหะล้าลจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและไทยด้วย
เรียบเรียงจาก
http://www.canadianhalalfoods.com/ingdescription.shtml#5
http://www.pharm.su.ac.th/thai/Organizations/DIS/Webboards/showQAnswer.asp?qNo=178
http://202.28.17.1/article/atc45/12308.pdf
http://www.eduzones.com/include/viewans.php?id=8480
http://www.halalgelatine.com/
เจลาตินอีกชนิดหนึ่งที่น่าใจสำหรับมุสลิมคือ เจลาตินปลา ซึ่งเริ่มใช้ในทางการค้าเมื่อปี 1993 มีราคาแพงกว่าเจลาตินจากหมูและวัว ให้กลิ่นที่ไม่ดี แต่ก็ยังมีใช้ในผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำผลไม้ของพีแอนด์จีตัวหนึ่งใช้เจลาตินจากปลา,ใช้ในเนยแข็งไขมันต่ำ แน่นอนว่าเจลาตินจากปลาเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่หะล้าล แต่ด้วยข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้นจึงยังไม่นิยมใช้ในทางการค้า
>>> เจลาตินใช้ทำอะไรได้บ้าง ?
มีการนำเจลาตินมาใช้ในการเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น เครื่องสำอาง ยา อาหาร และฟิลม์ถ่ายรูป ทางเภสัชกรรมจะใช้เจลาตินในการเคลือบเม็ดยา, ผลิตเป็นแคปซูลทั้งชนิดแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่มเพื่อใช้บรรจุยา, ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดในตำรับยาต่าง ๆ ,ใช้เป็นส่วนผสมของยาชนิดครีม ทางเกษตรใช้เป็นตัวกลางสำหรับแร่ธาตุที่จำเป็นในการปลูกพืช เป็นต้น ส่วนในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นนำไปใช้ได้มากมาย ได้แก่
ผลิตภัณฑ์นม - ใช้ในกระบวนการ HTST หรือ UHT นม, นมเปรี้ยว(ใช้ 0.2-0.8%), เนยนิ่ม (soft cheese) เช่น ซาวร์ครีม, ครีสชีส, คอตเตจชีส, ชีสสเปรด(เนยทาขนมปัง)), เค้กแช่แข็ง, พุดดิ้ง, เต้าหู้นมสด, คัสตาร์ด, มูส, ไอศครีม, เนยไขมันต่ำ, มาการีน (ใช้เจลาติน 0.5-3.5%)
ขนมหวาน - เยลลี่, เม็ดเยลลี่,มาชแมลโล, อาหารเคลือบน้ำตาล, เคลือบผิวขนม, เค้กแช่แข็ง, เคลือบทอฟฟี่(ช็อกโกแลตหรือหมากฝรั่ง), กัมมีแบร์, หมากฝรั่ง, นูกัต, ลิโคริส, ขนมเคี้ยวหนึบ,แยม , ชีสเค้ก, ซีเรียลบาร์(ธัญพืชที่ทำเป็นแท่งๆ ดูรูป)
ผลิตภัณฑ์เนื้อ - เนื้อบรรจุกระป๋อง, ไส้กรอก, เคลือบผิวแฮม, อาหารทะเลกระป๋อง
อาหารอื่นๆ - ซุป, ซอส, มายองเนสไขมันต่ำ, น้ำสลัด, น้ำผลไม้
ปริมาณเจลาตินที่ใช้ในอาหารบางชนิดน้อยมาก ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีความเห็นเป็น 2 ทัศนะ คือมีทั้งที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใช้ ทัศนะใดที่มีน้ำหนัก คงต้องอาศัยผู้รู้ค้นคว้าและวิเคราะห์ แต่ยังไงถ้าเห็นว่าเป็นอาหารที่อาจมีส่วนผสมของเจลาตินก็ต้องตรวจดูตราหะล้าลและอ่านส่วนผสมให้ละเอียดก่อนจะซื้อ เพื่อความมั่นใจในระดับหนึ่ง
เจลาตินใช้ในอาหารได้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าอาหารเหล่านี้เราจะทานไม่ได้เลย เพราะยังมีสารตัวอื่นที่ทำจากพืชนำมาใช้แทนเจลาตินได้ เช่น คาราจีแนน(จากสาหร่าย), เพคติน(พืช), แป้งดัดแปร ฯลฯ ซึ่งจะค้นมาให้อ่านต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
>>> หะล้าลเจลาติน ?
เท่าที่ค้นได้ก็มี halagel ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงานมุุสลิม ผลิตเจลาตินจากกระดูกวัวและแพะที่เชือดถูกต้องตามหลักการอิสลาม (เค้าว่าอย่างงั้นนะ) เจลาตินของเขาได้รับรองหะล้าลจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและไทยด้วย
เรียบเรียงจาก
http://www.canadianhalalfoods.com/ingdescription.shtml#5
http://www.pharm.su.ac.th/thai/Organizations/DIS/Webboards/showQAnswer.asp?qNo=178
http://202.28.17.1/article/atc45/12308.pdf
http://www.eduzones.com/include/viewans.php?id=8480
http://www.halalgelatine.com/
13.3.50
ทำไมต้องเลือกอาหารหะล้าล?

ลาอิลาหะอิลลัลลอฮฺ มุฮัมมะดุรร่อซูลุลลอฮฺ
...ด้วยประโยคนี้เราจึงเชื่อฟังและปฏิบัติตามทุกพระบัญญัติ...
...ด้วยประโยคนี้เราจึงเชื่อฟังและปฏิบัติตามทุกพระบัญญัติ...
- มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินและจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า (อัลบะเกาะเราะฮฺ 168)
- บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงบริโภคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากสิ่งดีๆทั้งหลายและจงขอบคุณอัลลอฮฺเถิด เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจักเป็นผู้เคารพสักการะ (อัลบะเกาะเราะฮฺ 172)
- และพวกเจ้าจงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดีๆจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮฺ ผู้ซึ่งพวกเจ้าศรัทธาต่อพระองค์เถิด (อัลมาอิดะฮฺ 88)
- พระองค์คือผู้ทรงทำแผ่นดินนี้ให้ราบเรียบสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นจงสัญจรไปตามขอบเขตของมัน และจงบริโภคจากปัจจัยยังชีพของพระองค์ และยังพระองค์เท่านั้นคือการฟื้นคืนชีพ (อัลมุลกฺ 15)
- โอ้บรรดาร่อซูลเอ๋ย พวกเจ้าจงบริโภคส่วนที่ดี(หะล้าล) และจงกระทำความดีเถิด เพราะแท้จริงข้ารอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (อัลมุอฺมินูน 51)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



