แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ colloid แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ colloid แสดงบทความทั้งหมด

2.6.50

คาราจีแนน, เพกติน, กัม,…


คาราจีแนน, เพกติน, กัม, เจลาติน, อะการ์, แป้งดัดแปร, ไคโตซาน, อัลจิเนต, วุ้น, บุก ฯลฯ ชื่อเหล่านี้คงเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง ทางวิทยาศาสตร์เรียกสารกลุ่มนี้ว่า ไฮโดรคอลลอยด์

ไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloids) คือ โพลิเมอร์ชนิดชอบน้ำ (hydrophilic) ที่ได้จากพืช สัตว์ จุลินทรีย์ หรือสังเคราะห์ขึ้น แบ่งตามแหล่งที่มาได้ดังนี้

1. สัตว์ เช่น เจลาติน (หมูหรือวัว), ไคตินหรือไคโตซาน (จากเปลือกกุ้งปู,จุลินทรีย์, หรือสาหร่าย)

2. พืช ซึ่งได้จากส่วนต่างๆของพืชได้แก่
  • เมล็ด เช่น โลคัสบีนกัม (locust(carob) bean gum), กัวร์กัม (guar gum)
  • ยาง เช่น กัมอาราบิก (gum Arabic, gum acacia), ghatti gum, karaya gum, tragacanth gums, Tara gum --- รูปยางจากต้น Acacia senegal (กัมอาราบิก)
  • ราก,หัว,หรือเมล็ดข้าว เช่น แป้ง, แป้งดัดแปร (modified starch), บุก (konjac)
  • เปลือกผลไม้ เช่น เพกติน (จากเปลือกส้มโอ,ส้ม,แอปเปิ้ล,มะนาว,กล้วย, ซังขนุน ฯลฯ)
3. สาหร่ายทะเล เช่น
  • คาราจีแนน (carrageenan - จาก Chondrus crispus, also called Irish Moss, Eucheuma Species, Gigartina )
  • แอลจิน (Algin, alginate – จากสาหร่ายทะเล Kelp )
  • Furcelleran (Furcellaria fastigiata)
  • อะการ์ (agar-agar - จากสาหร่ายสีแดง Gracalaria seaweed or Gelidium gracilaria) วุ้นทำขนม

4. จุลินทรีย์ เช่น
  • แซนแทนกัม (xanthan gum- จากแบคทีเรีย Xanthomonas campestris)
  • วุ้นมะพร้าว (วุ้นสวรรค์ - แบคทีเรีย Acetobacter xylinum)
  • Pullulan (ยีสต์ Aureobasidium pullulans)
  • เคิร์ดแลนกัม (Curdlan gum - แบคทีเรีย Alcaligenes faecalis var. myxogenes)
  • เจลแลนกัม (Gellan gum – แบคทีเรีย Sphingomonas elodea หรือ Pseudomonas elodea)

5. ดัดแปรจากสารที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่อนุพันธ์ของเซลลูโลส เรียกว่า เซลลูโลสกัม เช่น carboxymethyl cellulose (CMC)

6. สังเคราะห์ เช่น โพลีเอธิลีนออกไซด์โพลีเมอร์(polyethylene oxide polymers)


หน้าที่สำคัญในอาหาร คือ
  • เป็นสารให้ความหนืด (thickener) เช่น น้ำเกรวี่, ซอส, ไส้ขนม, ไอศกรีม
  • ทำให้เกิดเจล (gelling agent ) เช่น เยลลี่, วุ้น
  • เป็นตัวช่วยให้น้ำกับน้ำมันเข้ากัน (emulsifier) เช่น น้ำสลัด
  • เป็นสารที่ทำให้เกิดความคงตัว (stabilizer) ป้องกันการตกตะกอน (Crystallization inhibitor) และการแยกตัวของน้ำออกจากเนื้ออาหาร (Water binding (prevents syneresis)) เช่น น้ำผลไม้,นมเปรี้ยว, ไอศกรีม, นม, นมช็อกโกแลต ฯลฯ
  • เป็นสารทดแทนไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต ใช้ในผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ เนื่องจากเมื่อเติมสารไฮโดรคอลลอยด์ลงไปในอาหาร จะทำให้อาหารยังคงมีความนุ่ม คงรูปมันวาว เหมือนมีแป้งหรือไขมันผสมอยู่ ดังนั้นหากลดการเติมไขมันหรือแป้งลงได้ ก็จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคอาหารที่มีแคลอรีต่ำ
  • ทำให้ขึ้นฟู (Whipping agent) เช่น วิปปิ้งครีม
  • เคลือบผิว (Coating agent) เช่น ขนมหวาน, ทอฟฟี่, ขนมปัง
  • ช่วยอุ้มน้ำและป้องกันน้ำแยกออกจากอาหาร (Water binding (prevents syneresis)) เช่น อาหารแช่แข็ง (ไก่, อาหารทะเล, ไส้กรอก, ลูกชิ้น)

มุสลิมกินได้มั้ย ?

ไฮโดรคอลลอยด์ส่วนมากได้มาจากพืช จุลินทรีย์ สาหร่าย หรือสังเคราะห์ขึ้น จึงไม่มีปัญหา มีเพียงตัวเดียวที่น่าสงสัยคือ เจลาติน ซึ่งอาจจะมาจากหมูหรือวัวก็ได้ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายที่นำสารไฮโดรคอลลอยด์ตัวอื่นๆมาใช้แทนเจลาติน ด้วยเหตุผลทางความเชื่อของผู้บริโภคหรือเพื่อสุขภาพ ก็เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์อาหารมุสลิมที่จะทำงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้สารไฮโดรคอลลอยด์อื่นๆแทนเจลาติน

สารในกลุ่มไฮโดรคอลลอยด์นี้สามารถใช้แทนกันได้ จะใช้ตัวเดียวหรือใช้ร่วมกันหลายตัวในผลิตภัณฑ์เดียวก็ได้ เช่น เยลลี่ อาจจะใช้เจลาติน, เจลาติน-คาราจีแนน, บุก-คาราจีแนน, เจลาติน-เพกติน, ไอศกรีม ใช้เจลาติน, CMC, กัวร์กัม, หรือแป้งข้าวโพด, เต้าหู้นมสด ใช้เจลาตินหรือวุ้น (agar), เต้าฮวย วุ้นผง,แป้งมัน ดังนั้นการที่จะตัดสินว่าอาหารชนิดใดมุสลิมทานได้หรือไม่ได้ จึงต้องสอบถามข้อมูลกับผู้ผลิตให้ละเอียดว่ามีการใช้ไฮโดรคอลลอยด์ตัวใดบ้างในผลิตภัณฑ์ หรือจะตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่ามีเจลาตินเจือปนหรือไม่ก็สามารถทำได้

เรียบเรียงจาก

1. เพคตินเปลือกมะนาว รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
2. ไฮโดรคอลลอยด์กับแป้ง อาหารพลังความหนืดกินไม่อ้วน
3. ตารางการใช้วัตถุเจือปนอาหาร
4. Formulating by Gum, Pectin and Gelatin
5. Vegetable gums, Hydrocolloids
6. What's in the stuff we buy?

20.3.50

ส่วนผสมที่หะรอมในอาหาร(ฟัตวา)

คำถาม

เป็นเวลานานแล้วที่ฉันและผู้คนในชุมชนเป็นกังวลเกี่ยวกับอาหารบางชนิด เช่น เจลาติน, โมโน/ไดกลีเซอไรด์, เปปซิน, และเรนเน็ต ส่วนผสมเหล่านี้มีอยู่ในอาหารที่เราบริโภคกันทุกวันโดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรที่เราบริโภคเข้าไปบ้างและด้วยเหตุผลอื่นๆอีก กรุณาให้รายละเอียดว่าปัญหานี้ควรจะจัดการอย่างไร ?

คำตอบ

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺทรงให้ความจำเริญแก่มนุษย์ทั้งมวลด้วยอาหารหลากหลายชนิดบนโลก และพระองค์ทรงอนุญาตให้มนุษย์บริโภคสิ่งที่อนุมัติ(หะล้าล)และสิ่งที่ดีๆ ซึ่งมีมากมาย ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้มีความหมายว่า "มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินและจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า" (อัลบะเกาะเราะฮฺ 168)

อาหารที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นมีเล็กน้อย ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้มีความหมายว่า "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกให้เป็นโองการแก่ฉันนั้นมีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออก หรือเนื้อสุกร แท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือเป็นสิ่งละเมิด ซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺที่มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับขันโดยมิใช่เป็นผู้แสวงหาและมิใช่ผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตา" (อัลอันอาม 6-145)


ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารที่มีเขี้ยวเล็บ, นกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 6/60) และท่านได้ห้ามทานเนื้อลาบ้าน (บันทึกโดย al-Mukhari in al-Fath, no. 4215)


อาหารทั่วไปในปัจจุบันนี้บางชนิดหะรอมชัดเจน เช่น เนื้อจากสัตว์ที่ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และเนื้อสุกร อาหารบางชนิดประกอบด้วยส่วนผสมที่หะรอมหรือส่วนผสมที่ผลิตจากอาหารหะรอม ซึ่งเราต้องตรวจสอบว่ามันมาจากอะไรเพื่อที่จะตัดสินได้ว่ามันหะล้าลหรือหะรอม เจลาตินนั้นมีที่มาจากหนัง กระดูกหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่หะรอม เช่น สุกร เจลาตินที่ได้มาจากคอลลาเจนของสุกรนั้นหะรอม แม้ว่าสุกรจะเปลี่ยนสภาพเป็นเกลือแล้วก็ตาม ซึ่งในทัศนะที่ถูกต้องนั้นถือว่าหะรอม เพราะที่มาของมันคือสุกรซึ่งหะรอม


ไขมันที่เราใช้ในอาหารนั้นมีที่มาจากพืชหรือสัตว์ ถ้ามาจากพืชนั้นแน่นอนว่าหะล้าล ถ้าหากมันไม่ได้ผสมกับสิ่งที่ไม่สะอาด(นะญิส)หรือมีสิ่งปนเปื้อนอื่นใด แต่ถ้าเป็นไขมันจากสัตว์ ซึ่งอาจจะเป็นสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทานหรือสัตว์ที่ไม่อนุญาตก็ได้ ถ้าหากมันมาจากสัตว์ที่หะล้าล ก็อยู่ในหุกุ่ม(กฎเกณฑ์)เดียวกับเนื้อของสัตว์นั้น แต่ถ้ามันมาจากสัตว์ที่หะรอม (เช่น สุกร) เราก็ต้องพิจารณาว่ามันใช้ในอาหารหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

* ถ้าหากใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น สบู่ นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน แต่ทัศนะที่ถูกต้องคือหะรอม
* แต่ถ้าหากใช้ในอาหาร เช่น ไขมันหมูที่ใช้ในขนมหวานหรืออาหารอื่นนั้นหะรอม


สำหรับเนยแข็ง (cheese) ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้รับประทาน นักวิชาการมีมติเอกฉันท์ที่ไม่อนุญาตให้ทานเนยแข็งนั้น แต่ถ้าทำจากนมของสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทาน และใช้เอนไซม์เรนเน็ตที่ได้จากสัตว์ที่เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม และไม่มีส่วนผสมที่เป็นนะญิส(ไม่สะอาด)ก็รับประทานได้ ,สำหรับเรนเน็ตได้มาจากสัตว์ตาย(ตายเองโดยไม่ได้เชือดอย่างถูกต้อง) นักวิชาบางท่านมีความเห็นว่ารับประทานได้ แต่ในทัศนะที่ถูกต้องคือมันหะรอมเช่นกัน, ส่วนเรนเน็ตจากสัตว์ที่เป็นนะญิส เช่น สุกร นั้นไม่ควรรับประทาน (ดู Ahkaam al-At’imah fi’l-Sharee’ah al-Islamiyyah by al-Tareeqi, p. 482)

มีหลายกรณีที่ไม่ชัดเจนสำหรับมุสลิม คือไม่รู้ที่มาของวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งทางที่ดีคือให้เกรงกลัวอัลลอฮฺและหลีกเลี่ยงสิ่งที่สงสัย ดังหะดีษที่รายงานโดย อัลนุอฺมาน อิบนิบะชีร (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) เขากล่าวว่า - ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"แท้จริง สิ่งอนุมัติ(หะล้าล)นั้นชัดแจ้ง และสิ่งต้องห้าม(หะรอม)ก็ชัดแจ้ง และในระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีเรื่อง(หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ(ไม่ชัดแจ้ง) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดรักษาตัวเขาจากสิ่ง(หรือเรื่อง)ที่คลุมเครือนั้น เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขาและเกียรติของเขา

ส่วนผู้ที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่องที่ต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์ในที่ดินที่ต้องห้าม (เช่นสวนของคนอื่น) ไม่ช้ามันก็จะเข้า(ไปกิน)ใน(สวน)นั้น จงจำไว้ว่า ผู้ปกครองทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม จงจำไว้เถิดว่า ที่อัลลอฮฺทรงห้ามนั้นคือสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ
จงจำไว้ว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วยแต่เมื่อมันเสีย ร่างกายก็จะเสียไปด้วย จงจำไว้ว่ามันคือ หัวใจ " (หะดีษนี้บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)

(จาก http://www.az-sunnah.com/modules.php?name=News&file=article&sid=7 )

จากหะดีษข้างต้นเราได้บทเรียนว่า อาหารโดยทั่วไปนั้นหะล้าล นอกจากสิ่งที่มีความชัดเจนว่ามันหะรอม เช่น สัตว์ตายเอง, เลือด, สัตว์ที่ถูกเชือดเพื่ออื่นจากอัลลอฮฺ, สัตว์ที่เชือดโดยไม่ได้กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ ฯลฯ จากคำถามถึงความกังวลต่ออาหารนั้น ถ้าหากมันชัดเจนว่ามีส่วนผสมจากสิ่งหะรอมในอาหารก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารนั้น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามันหะรอมหรือไม่ (โดยปราศจากการกังวลเกินไปหรือการกระซิบกระซาบจากชัยฏอน)มันก็เป็นการดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อน ด้วยความยำเกรงอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ยิ่ง

ชัยคมุฮัมมัดซอลิหฺ อัลมุนัจญิด


แปลจาก http://www.islam-qa.com/index.php?ref=210&ln=eng&txt=food

19.3.50

วัตถุเจือปนอาหารและ E-number

ความหมายของวัตถุเจือปนอาหาร

วัตถุเจือปนอาหาร หมายถึง “วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารหรือไม่ก็ตามแต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ในทางเทคโนโลยีในการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่งซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร และให้หมายความรวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร แต่ใช้รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย” (
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 84 (พ.ศ. 2527) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 119 (พ.ศ. 2532))

ส่วน E-number คือรหัสของวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ซึ่งกำหนดโดยสหภาพยุโรป(EU) ใช้ในประเทศสมาชิกยุโรป รวมทั้ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้ตัว E ตามด้วยรหัสตัวเลขดังนี้

ี้
วัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ผลิตจากสัตว์, พืช, จุลินทรีย์, หรือสารเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่มุสลิมว่าสิ่งเหล่านี้จะรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีทัศนะที่แตกต่างกัน
  • กลุ่มหนึ่งเห็นว่าส่วนผสมเหล่านี้ได้เปลี่ยนสภาพไปแล้ว(อิสติฮาละฮฺ เทียบเคียงกับกรณีของน้ำผลไม้ที่หมักจนเกิดอัลกอฮอล์และกลายเป็นน้ำส้มสายชูซึ่งหะล้าล, และกรณีมูลสัตว์ที่เผาจนเป็นขี้เถ้าแล้วไม่ถือเป็นนะญิส) จึงอนุญาตให้รับประทานได้ (จาก เชคอะหมัด มุคตาร อัชชังกิฏียฺ , European Council for Fatwa and Research, ดร.ญะอฺฟัร อัลกอดิรียฺ และเชคอัลบานียฺเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย)
  • และอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าต้องพิจารณาให้ละเอียดว่าวัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้มีที่มาจากอะไร หะล้าลหรือไม่ แม้ว่ามันจะเปลี่ยนสภาพไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากที่มาของมันหะรอม (เช่น เนื้อหรือไขมันสุกร, สัตว์ที่ไม่ได้เชือดตามหลักการอิสลาม ฯลฯ) วัตถุเจือปนอาหารเหล่านั้นก็หะรอมด้วย ซึ่งนักวิชาการอิสลามที่เห็นด้วยกับทัศนะนี้มีหลายท่าน เช่น เชคมุฮัมมัดซอลิหฺ อัลมุนัจญิด , เชคมุฮัมมัด อิกบาล อัลนัดวียฺ เป็นต้น ซึ่งจะนำรายละเอียดมากล่าวต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

สำหรับรายการวัตถุเจือปนรหัส E และสถานะของมัน (หะล้าล หะรอม มุชตะบิฮาต) นั้นมีเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ดังนี้

http://www.muslimconsumergroup.com
http://www.eathalal.org/e_numbers.htm
http://www.fianz.co.nz/ >>> halal manual >>> Food Additive IFANCA List
http://special.worldofislam.info/Food/numbers.html



เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)

14.3.50

เจลาตินคืออะไร ? ใช้ทำอะไร ?

เจลาติน (E441) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลอ่อน สามารถสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์ (เช่น วัว ควาย หมู) เมื่อนำผงเจลาตินมาอุ่นด้วยน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 32 C มันจะหลอมกลายเป็นของเหลวหนืด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ของเหลวจะเซ็ตตัวกลายเป็นเจล(ลักษณะคล้ายเยลลี่)

เจลาตินอีกชนิดหนึ่งที่น่าใจสำหรับมุสลิมคือ เจลาตินปลา ซึ่งเริ่มใช้ในทางการค้าเมื่อปี 1993 มีราคาแพงกว่าเจลาตินจากหมูและวัว ให้กลิ่นที่ไม่ดี แต่ก็ยังมีใช้ในผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำผลไม้ของพีแอนด์จีตัวหนึ่งใช้เจลาตินจากปลา,ใช้ในเนยแข็งไขมันต่ำ แน่นอนว่าเจลาตินจากปลาเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่หะล้าล แต่ด้วยข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้นจึงยังไม่นิยมใช้ในทางการค้า

>>> เจลาตินใช้ทำอะไรได้บ้าง ?

มีการนำเจลาตินมาใช้ในการเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น เครื่องสำอาง ยา อาหาร และฟิลม์ถ่ายรูป ทางเภสัชกรรมจะใช้เจลาตินในการเคลือบเม็ดยา, ผลิตเป็นแคปซูลทั้งชนิดแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่มเพื่อใช้บรรจุยา, ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดในตำรับยาต่าง ๆ ,ใช้เป็นส่วนผสมของยาชนิดครีม ทางเกษตรใช้เป็นตัวกลางสำหรับแร่ธาตุที่จำเป็นในการปลูกพืช เป็นต้น ส่วนในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นนำไปใช้ได้มากมาย ได้แก่

ผลิตภัณฑ์นม - ใช้ในกระบวนการ HTST หรือ UHT นม, นมเปรี้ยว(ใช้ 0.2-0.8%), เนยนิ่ม (soft cheese) เช่น ซาวร์ครีม, ครีสชีส, คอตเตจชีส, ชีสสเปรด(เนยทาขนมปัง)), เค้กแช่แข็ง, พุดดิ้ง, เต้าหู้นมสด, คัสตาร์ด, มูส, ไอศครีม, เนยไขมันต่ำ, มาการีน (ใช้เจลาติน 0.5-3.5%)

ขนมหวาน - เยลลี่, เม็ดเยลลี่,มาชแมลโล, อาหารเคลือบน้ำตาล, เคลือบผิวขนม, เค้กแช่แข็ง, เคลือบทอฟฟี่(ช็อกโกแลตหรือหมากฝรั่ง), กัมมีแบร์, หมากฝรั่ง, นูกัต, ลิโคริส, ขนมเคี้ยวหนึบ,แยม , ชีสเค้ก, ซีเรียลบาร์(ธัญพืชที่ทำเป็นแท่งๆ ดูรูป)



ผลิตภัณฑ์เนื้อ - เนื้อบรรจุกระป๋อง, ไส้กรอก, เคลือบผิวแฮม, อาหารทะเลกระป๋อง

อาหารอื่นๆ - ซุป, ซอส, มายองเนสไขมันต่ำ, น้ำสลัด, น้ำผลไม้

ปริมาณเจลาตินที่ใช้ในอาหารบางชนิดน้อยมาก ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีความเห็นเป็น 2 ทัศนะ คือมีทั้งที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใช้ ทัศนะใดที่มีน้ำหนัก คงต้องอาศัยผู้รู้ค้นคว้าและวิเคราะห์ แต่ยังไงถ้าเห็นว่าเป็นอาหารที่อาจมีส่วนผสมของเจลาตินก็ต้องตรวจดูตราหะล้าลและอ่านส่วนผสมให้ละเอียดก่อนจะซื้อ เพื่อความมั่นใจในระดับหนึ่ง

เจลาตินใช้ในอาหารได้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าอาหารเหล่านี้เราจะทานไม่ได้เลย เพราะยังมีสารตัวอื่นที่ทำจากพืชนำมาใช้แทนเจลาตินได้ เช่น คาราจีแนน(จากสาหร่าย), เพคติน(พืช), แป้งดัดแปร ฯลฯ ซึ่งจะค้นมาให้อ่านต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

>>> หะล้าลเจลาติน ?

เท่าที่ค้นได้ก็มี halagel ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงานมุุสลิม ผลิตเจลาตินจากกระดูกวัวและแพะที่เชือดถูกต้องตามหลักการอิสลาม (เค้าว่าอย่างงั้นนะ) เจลาตินของเขาได้รับรองหะล้าลจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและไทยด้วย

เรียบเรียงจาก

http://www.canadianhalalfoods.com/ingdescription.shtml#5
http://www.pharm.su.ac.th/thai/Organizations/DIS/Webboards/showQAnswer.asp?qNo=178
http://202.28.17.1/article/atc45/12308.pdf
http://www.eduzones.com/include/viewans.php?id=8480
http://www.halalgelatine.com/