
28.7.50
13.7.50
ตัลบีนะฮฺ : อาหารคลายเศร้า
มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮาว่า เมื่อมีคนเสียชีวิตในครอบครัว บรรดาสตรีก็จะมารวมตัวกันแล้วก็จากไปเหลือเพียงญาติใกล้ชิดและเพื่อนสนิท เธอได้สั่งให้ทำตัลบีนะฮฺหม้อหนึ่ง พร้อมด้วยซะรีด(ขนมปังแช่ซุป)ที่ราดด้วยตัลบีนะฮฺ และนางก็กล่าวว่า ทานมันบ้างเถิด เพราะฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ตัลบีนะฮฺช่วยปลอบโยนหัวใจของผู้ป่วยและช่วยคลายความเศร้าเสียใจ" (บุคอรียฺ 5101, มุสลิม 2216)
อีกรายงานหนึ่ง ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้สั่งให้ทำตัลบีนะฮฺสำหรับคนป่วยและคนที่เศร้าโศกจากความตาย และนางได้กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ตัลบีนะฮฺช่วยปลอบโยนหัวใจของผู้ป่วยและช่วยคลายความเศร้าเสียใจ" (บุคอรียฺ 5365, มุสลิม 2216)
จากสองหะดีษนี้แสดงว่าตัลบีนะฮฺนั้นใช้เพื่อรักษาความเจ็บป่วยและบรรเทาความเศร้าโศกสำหรับผู้ที่กำลังเสียใจ บรรเทาความเจ็บป่วยของหัวใจ และให้พลังงาน
อิมามอิบนุก็อยยิมกล่าวไว้ในหนังสือ การแพทย์ตามแนวทาง... ว่า ตัลบีนะฮฺใช้แก้ไอ ระคายคอ ลดการระคายเคืองและขับไล่ของเสีย ขับปัสสาวะ ช่วยขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ให้ออกจากกระเพาะ แก้กระหาย คลายร้อน ขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ
ตัลบีนะฮฺเป็นซุปที่ทำจาก แป้งข้าวบาร์เลย์(ไม่ขัดขาว) 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 ถ้วย ตั้งไฟอ่อนๆ 5 นาที อาจจะเติมน้ำผึ้งอีก 1 ช้อนชา -- ที่เรียกซุปนี้ว่า ตัลบีนะฮฺ เพราะมันมีสีขาวและข้นเหมือนนม
สรรพคุณจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
- ลดระดับคอเลสเตอรอลและรักษาโรคหัวใจ
- รักษาความเศร้า จาก แร่ธาตุ (แมกนีเซียม, โพแทสเซียม), วิตามินบี, แอนตี้ออกซิแดนท์ (วิตามินเอและอี), กรมอมิโน
- รักษามะเร็งและชลอความแก่ จากแอนตี้ออกซิแดนท์และเมลาโทนิน
- รักษาเบาหวานและความดันสูง
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติด้วยไฟเบอร์ ลดการเกิดมะเร็งลำไส้
- ช่วยป้องกันโรคหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือด ป้องกันการแข็งตัวของเม็ดเลือดโดยเฉพาะเส้นเลือดแดงที่หัวใจ
เรียบเรียงจาก
1. Talbina : an Advice from the Prophet and a Scientific Truth, Dr Sahba' Boundok
2. What is talbeenah? How can it be used as a remedy?
3. อัต-ฏิบ อัน-นะบะวีย์ .. การแพทย์ตามแนวทางท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม
12.7.50
มารยาทในการรับประทานอาหาร
บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงบริโภคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า จากสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจงขอบคุณอัลลอฮฺเถิด หากเฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกเจ้าจักเป็นผู้เคารพสักการะ 1. กล่าวบิสมิลลาฮฺก่อนทานอาหารและเริ่มรับประทานสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก่อน
(1) จากอุมัร บินอบีสะละมะฮฺกล่าวว่า :
كُنْتُ غُلاَمًا فِى حَجْرِ رَسُولِ اللَّهِ - صلى الله عليه وسلم - وَكَانَتْ يَدِى تَطِيشُ فِى الصَّحْفَةِ فَقَالَ لِى رَسُولُ اللَّهِ - صلى الله عليه وسلم - « يَا غُلاَمُ سَمِّ اللَّهَ ، وَكُلْ بِيَمِينِكَ وَكُلْ مِمَّا يَلِيكَ » . فَمَا زَالَتْ تِلْكَ طِعْمَتِى بَعْدُ .
(2) อิบนุมัสอูด กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า:
« مَنْ نَسِيَ أَنْ يَذْكُرَ اللهَ في أَوَّلِ طَعَاِمهِ فَلْيَقُلْ بِسْمِ اللَّهِ فِى أَوَّلِهِ وَآخِرِهِ ، فإنَّهُ يَسْتَقْبِلُ طَعَامَهُ جَدِيدًا، ويَمْنَعُ الخَبِيثَ ما كانَ يُصِيبُ مِنْهُ ».
ความว่า : ผู้ใดที่ลืมกล่าวถึงอัลลอฮฺในตอนแรกของ (การรับประทาน) อาหารของเขา ขอให้เขาจงกล่าวว่า “บิสมิลลาฮฺ ฟี เอาวะลิฮิ วะอาคิริฮฺ” เพราะทำให้เขาเริ่มรับประทานใหม่และป้องกันไม่ให้ (ชัยฏอน)ตัวร้ายได้รับส่วนแบ่งจาก (อาหาร) นั้น (เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอิบนุหิบบาน หมายเลข 5213 และบันทึกโดยอิบนุสุนนีย์ หมายเลข 461 ดู อัลสิลสิละฮฺ อัลเศาะฮีหฺะฮฺ หมายเลข 198)
2. การกินและดื่มด้วยมือขวา
มีรายงานจากอิบนุอุมัร ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า :
«إِذَا أَكَلَ أَحَدُكُمْ فَلْيَأْكُلْ بِيَمِينِهِ وَإِذَا شَرِبَ فَلْيَشْرَبْ بِيَمِينِهِ فَإِنَّ الشَّيْطَانَ يَأْكُلُ بِشِمَالِهِ وَيَشْرَبُ بِشِمَالِهِ».
ความว่า : เมื่อผู้ใดในพวกท่านจะกินก็จงกินด้วยมือขวา และเมื่อจะดื่มก็จงดื่มด้วยมือขวา เพราะแท้จริงแล้วชัยฏอนนั้นจะกินด้วยมือซ้ายและจะดื่มด้วยมือซ้าย (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 2020)
3. การหายใจนอกภาชนะในตอนดื่ม
จากอนัส กล่าวว่า :
كَانَ رَسُولُ اللَّهِ -صلى الله عليه وسلم- يَتَنَفَّسُ فِى الشَّرَابِ ثَلاَثًا وَيَقُولُ «إِنَّهُ أَرْوَى وَأَبْرَأُ وَأَمْرَأُ». قَالَ أَنَسٌ فَأَنَا أَتَنَفَّسُ فِى الشَّرَابِ ثَلاَثًا.
ความว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะหยุดเพื่อหายใจสามครั้งเมื่อดื่มเครื่องดื่ม โดยท่านกล่าวว่า “มันทำให้อิ่มกว่า ปลอดภัยกว่า และน่าดูกว่า” อนัสกล่าวว่า ฉันเองจึงหยุดเพื่อหายใจสามครั้งเมื่อฉันดื่ม (มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 5631 และมุสลิมตามสำนวนนี้ หมายเลข 2028)
ที่มา : มารยาทการดื่มกิน(2), จากหนังสือ “มุคตะศ็อรฺ ฟิกฮิล อิสลามีย์” โดย เชค มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม บิน อับดุลลอฮฺ อัต-ตุวัยญิรีย์, แปลโดย สุกรี นูร จงรักสัตย์
10.7.50
หะล้าลยิว กับ หะล้าลมุสลิม
โคเชอร์ (kosher, หรือในภาษาฮิบรูเรียกว่า “คะชูร”) หมายถึง “เหมาะสม หรือดีสำหรับใช้” ตามกฎหมายของยิว -- ความหมายคล้ายๆ หะล้าล ของเรา
ตัวอย่างของอาหารโคเชอร์ได้แก่ : เนื้อส่วนหน้า *ของวัวที่เชือดตามวิธีทางศาสนา, ผลไม้ ผัก, ปลาทุกชนิดที่มีครีบ*, เหล้าองุ่นทุกชนิด*, ชีสทุกอย่าง*, เจลาติน*
ตัวอย่างของอาหารเทรฟาห์ได้แก่ เลือด, เนื้อหมู, กระต่าย*, สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก*, นกป่าอย่างเช่นไก่ป่า*, เป็ดป่า* และนกล่าเหยื่อ -- อาหารตรงที่มีเครื่องหมาย * นั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “โคเชอร์” กับ “หะล้าล” เช่นเดียวกับ “เทรฟาห์” กับ “หะรอม”
อิสลามห้ามสิ่งมึนเมาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเหล้า เหล้าองุ่นและยาเสพติด ส่วนคัชรูตถือว่าเหล้าองุ่นทุกอย่างเป็น “โคเชอร์” ดังนั้น รายการอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และมีเครื่องหมาย “โคเชอร์” ติดอยู่จึง “ไม่หะลาล”
เจลาตินถูกถือว่าเป็น “โคเชอร์” โดยไม่คำนึงถึงว่าทำมาจากอะไร ถ้าทำมาจากหมู มุสลิมก็ถือว่าเป็นที่ “หะรอม” (ต้องห้าม) ดังนั้น อาหารที่มีส่วนผสมของเจลาตินที่ทำมาจากหมู เช่น ขนมหวานบางอย่าง โยเกิร์ตบางชนิดที่ติดตรา “โคเชอร์” จึงไม่เป็นที่อนุมัติให้กินตามหลักการอิสลาม
ชาวยิวมิได้กล่าวพระนามของพระเจ้าในการเชือดสัตว์เพราะชาวยิวรู้สึกการกล่าวนามพระเจ้าเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ แต่ในทางตรงข้าม มุสลิมจะกล่าวพระนามของอัลลอฮในการเชือดสัตว์ทุกครั้ง
----------
รู้จักข้อใช้ข้อห้ามในเรื่องอาหารของยิวแล้วก็ต้องกล่าว "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ" ในความเมตตาของอัลลอฮฺที่ไม่ได้สร้างข้อกำหนดที่ยุ่งยากวุ่นวายขนาดนั้นให้กับมุสลิม แต่มุสลิมเราต่างหากที่ทำให้เรื่องของ หะล้าล-หะรอม กลายเป็นเรื่องยุ่งๆ อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
----------
คัดลอกและแก้ไขบางส่วนจาก ความแตกต่างระหว่าง “โคเชอร์” กับ “หะลาล”, โดย M.M. Hussaini อ.บรรจง บินกาซัน แปล

