ท่านอิบนิฮัซมฺ อัดดะหฺรียฺ กล่าวไว้ว่า "ถ้าสิ่งที่เป็นนะญิสหรือสิ่งต้องห้าม(หะรอม) ได้เปลี่ยนสภาพอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นสสารใหม่ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติหรือชื่อเดิมอีกต่อไป,
ดังนั้นหุกุ่มที่ว่า นะญิส หรือ หะรอม จึงไม่สามารถนำมาใช้กับสสารใหม่นี้ได้ เพราะเป็นคนละสิ่งกัน" และ "มูลสัตว์ที่ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าแล้วถือว่าบริสุทธิ์สามารถใช้ตะยัมมุมได้"
อิสติฮฺฺลาก (2) หมายถึง การผสมของสิ่งหะรอมหรือนะญิสปริมาณเล็กน้อย กับส่วนผสมที่หะล้าลและสะอาด ทำให้สภาพที่เป็นนะญิสหรือหะรอมของสาร(ปริมาณน้อย)นั้นถูกลบล้างไป
เรื่องนี้ท่านชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่เป็นนะญิสที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เช่น ซากเน่า, เลือด, เนื้อหมู ถ้ามันหยดลงในน้ำหรือของเหลวแล้วมีการผสมกันอย่างสมบูรณ์โดยสิ่งนะญิสนั้นกระจายไปทั่ว มันก็ไม่ถือว่าเป็นซากเน่า, เลือด หรือเนื้อหมูอีกต่อไป (หมายถึง ของผสมใหม่นี้ไม่เป็นที่ต้องห้าม) และถ้าอัลกอฮอล์ละลายลงในของเหลวและมันระเหยไปหมด ใครที่ดื่มของเหลวนั้นก็ไม่ใช่ผู้ดื่มอัลกอฮอล์"
ตัวอย่าง นมแม่ถ้าผสมกับอาหารชนิดอื่นและให้เด็กอื่น(ที่ไม่ใช่ลูกตนเอง)รับประทาน ไม่ถือว่าเป็นสาเหตุที่จะทำให้สถานะของสตรีคนนี้เป็นแม่นม อันที่จะก่อสถานะลูกนมให้แก่เด็กที่ทานนมจากสตรีคนี้
บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้เคยดื่มน้ำผลไม้ จนกว่ามันจะมีสัญญาณที่บอกว่าเกิดการหมักจึงเลิกดื่มมัน คือ เมื่อมีกลิ่นหรือรสที่บ่งบอกว่าน้ำผลไม้นั้นได้กลายเป็นไวน์แล้ว" ในทะเลทรายนั้นอาหารร้อนกระบวนการหมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อัลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย(ไม่มีผลต่อกลิ่นรส)บรรดาศ่อฮาบะฮฺไม่ได้ให้ความสนใจ (คือถ้าไม่มีกลิ่นรสของอัลกอฮอล์ก็ดื่มได้)
ี้
The Islamic Organisation for Medical Sciences (IOMS) ได้นำสองกฎข้างต้นมาใช้ โดยอิสติฮฺลากนั้นมีเงื่อนไขว่า คุณสมบัติของของผสมหลัก(รส,สี,กลิ่น)นั้นต้องเหนือกว่าส่วนผสมปริมาณน้อย(ที่เป็นนะญิสหรือหะรอม) และได้ผสมกันอย่างสมบูรณ์ เช่น การใช้วัตถุเจือปนอาหาร (food additives) หรือยาที่มีส่วนประกอบของอัลกอฮอล์เล็กน้อย เช่น สีผสมอาหาร, วัตถุกันเสีย, อีมัลซิไฟเออร์ ฯลฯ และจากการประชุมในเรื่องนี้ได้ข้อสรุปดังนี้
1- เจลาตินที่ผลิตจากกระดูก,ผิว,เอ็น ของสัตว์ที่ไม่สะอาดนั้น ถือว่าสะอาดและอนุญาตให้บริโภค (เรื่องนี้มีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการอีกทัศนะหนึ่งว่า เจลาตินไม่ได้อยู่ในกฎของอิสติฮาละฮฺ)
2- ไขมันหมูหรือไขมันสัตว์ตายที่ใช้ทำสบู่ มันได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นสารประกอบที่สะอาด จึงอนุญาตให้ใช้สบู่นั้นได้
3- เนยแข็ง ที่ใช้เอนไซม์เรนเน็ทจากสัตว์ตายนั้นอนุญาตให้รับประทานได้
4- ยาขี้ผึ้ง,ครีม,เครื่องสำอาง ที่มีส่วนประกอบของไขมันหมูนั้นไม่สะอาด ไม่อนุญาตให้ใช้ตามหลักชรีอะฮฺ นอกจากจะแน่ใจว่าไขมันหมูนั้นได้เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว(transformation)
5- อาหารที่มีไขมันหมูที่ไม่ได้เสียสภาพธรรมชาติ เช่น เนยแข็งบางชนิด, น้ำมันประกอบอาหาร, น้ำมันทาผิว, เนย, ครีม, บิสกิต, ช็อคโกแลต, ไอศกรีม เป็นที่ต้องห้ามด้วยมติเอกฉันท์ในความไม่สะอาดของหมูและเป็นที่ต้องห้ามในการรับประทาน
6- สารสกัดจากสัตว์หะรอมหรือนะญิส (เช่น เลือด, ของเสีย) ที่ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามกฎเกณฑ์ข้างต้น ไม่อนุญาตให้ใช้บริโภคหรือเป็นยา ซึ่งรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเลือด(ถึงแม้จะมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเลือดแล้วก็ตาม) เช่น ไส้กรอกเลือด, แฮมเบอร์เกอร์, อาหารเด็ก, เพสตรี้, พาย, ซุป,
สารทดแทนไข่ขาวที่มักใช้ในเบเกอรี่,ผลิตภัณฑ์นม, ยา ฯลฯ
เชคญะอฺฟัร อัลกอดิรียฺ ได้กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า "มุสลิมควรละเว้นการออกความเห็นส่วนตัวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชรีอะฮฺ จนกว่าจะได้ศึกษาหรือมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ"
เรื่องนี้เป็นทัศนะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่เคยเสนอไปในหลายๆบทความ (คือทัศนะที่ให้พิจารณาที่มาของสสารนั้นเป็นสำคัญ ถ้าที่มาหะรอม ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการใดๆ สสารนั้นก็หะรอมด้วย) ทำให้เกิดการวินิจฉัยแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

คำแนะนำ - ปรึกษาผู้รู้ที่เชื่อถือได้ว่าจะยึดทัศนะใดดี
เรียบเรียงจาก
1. halal food, islaminireland
2. Change of state
3. IslamicAwakening.Com: Pepsi Cola - Halaal or Haraam?
4. อิสติฮฺลากุลอัยนิลมุนฆอมิเราะฮ
5. 8th Fiqh-Medical Seminar
6. 9th Fiqh-Medical Seminar
7. Dieting the Islamic Way, รายละเอียดเยอะมาก ศึกษาเพิ่มเติมได้
--------------
(1) istihala, transformation, change of state,استحالة
(2) istihlak, assimilation, consumption, استهلاك

